Search

ดุลยภาพทางการเมือง

Posted: 12 Nov 2017 09:21 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท) อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ระบอบการเมืองทุกลักษณะจะดำเนินไปได้อย่างติดขัดน้อยที่สุด ก็เพื่อให้สามารถเกิดการจัดการ/จัดสรรอำนาจ กลุ่มต่างๆ ในสังคมให้“ดุลย์“กันอย่างลงตัว ซึ่งก็หมายความว่าแต่ละฝ่ายยอมรับกันได้ว่าอยู่กันอย่างนี้ก็ดีแล้ว คุณได้ตัดสินใจบ้าง ฉันได้ตัดสินใจบ้าง และหากเกิดความขัดแย้งขึ้นมาก็จะมีกลไกประสานทำให้ข้อขัดแย้งนั้นไม่แหลมคมจนกระทบกระเทือนฐานของผลประโยชน์ของกลุ่มทั้งหมด “ ดุลยภาพ” ทางการเมืองจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของกระบวนการทางการเมือง การรักษา“ ดุลยภาพ” ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่มสามารถที่จะเข้ามาต่อรองเพื่อให้ผู้ครองอำนาจได้ตัดสินใจว่าจะเลือกอะไรหรือจะเลือกประนีประนอมอย่างไร และในท้ายที่สุดการประคองให้ “ ดุลยภาพ” ทางการเมืองดำเนินต่อไปได้ ก็คือ การจำกัดเวลาของการครองอำนาจ เพื่อที่ให้ทุกฝ่าย/ทุกกลุ่มได้ทบทวนและจัดการกระบวนการตัดสินใจเลือกของกลุ่มตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมมากที่สุด ในสมัยจารีตก็จะเป็นการเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง “ ดุลยภาพ” ทางการเมืองของสังคมไทยก่อนหน้าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการจัดสรรอำนาจเฉพาะภายในกลุ่มชนชั้นนำให้ลงตัวเท่านั้นไม่เกี่ยวอะไรกับประชาชน แต่การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและประชาชนในช่วงหลัง 2516 ได้ทำให้กลุ่มชนชั้นนำต้องปรับตัวผนึกกันเป็นกลุ่มก้อนที่เหนียวแน่น ( อาจจะเรียกได้ว่าได้กลายเป็น “ ชนชั้น” ผู้ปกครองอย่างแท้จริง) และได้สร้าง “ ดุลยภาพ” ทางการเมืองลักษณะใหม่ขึ้นมาที่จะต้องผนวกเอา “ ประชาชน/พลเมือง” เข้ามามีส่วนตัดสินใจโดยผ่านพรรคการเมือง ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่สถาปนาขึ้นมาในทศวรรษ 2520 จึงไม่ใช่ความปรารถนาของชนชั้นนำบางกลุ่มเท่านั้น หากแต่เป็นความเห็นชอบร่วมกันของ “ ชนชั้นนำ” ทุกกลุ่มในสังคมไทยในการสร้างระบอบการเมืองที่มีการจัดสรรอำนาจกันระหว่างกลุ่มทุน... Read More

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: ช่างกลตีกัน

Posted: 24 Sep 2017 08:33 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท) อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ก่อนการเกิดเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ผู้นำนักเรียนโรงเรียนช่างกลขึ้นเวทีการประท้วงและประกาศร่วมกันว่าต่อไปนี้พวกเขาจะไม่ตีกันเองอีกแล้ว แต่จะสามัคคีร่วมกับนักศึกษาประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พลังของการรวมตัวในครั้งนั้นมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้การต่อสู้ไม่ยุติลงง่ายๆ หลังการปราบอย่างรุนแรง และทำท่าจะยืดเยื้อ จนทำให้ชนชั้นนำทางการเมืองในขณะนั้นตัดสินใจบีบให้ “3 ทรราชย์”เดินทางออกนอกประเทศ ทุกอย่างจึงสงบลง ต่อมาไม่นาน เมื่อปีกหนึ่งของชนชั้นนำทางการเมืองเริ่มวิตกกับบทบาทของนักศึกษาที่มุ่งจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม ก็ได้เข้าไปสนับสนุนขบวนการนักเรียนอาชีวะให้สร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อพิทักษ์สังคมไทยให้รอดพ้นจากภัยคอมมิวนิสต์ และพวกเขาก็ได้เปลี่ยนตัวเองจากหัวหอกที่สู้เพื่อประชาธิปไตยมาสู่ขบวนการต่อสู้เพื่อรักษาสถานเดิมของสังคม ในช่วงนั้น ขบวนการของนักเรียนอาชีวะแยกออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจนกลุ่มที่ยังยึดมั่นอยู่กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเหลือน้อยลง แต่ยังคงมีบทบาทเป็นกองหน้าของขบวนการนักศึกษา ที่สำคัญ ได้แก่ โรงเรียนช่างกลพระรามหก แต่นักเรียนอาชีวะส่วนใหญ่ได้หันกลับเข้าไปสัมพันธ์กับกลไกอำนาจรัฐ โรงเรียนช่างกลพระรามหก (เรียนกันโดยทั่วไปขณะนั้นว่า “รามซิกส์“) มีครูรุ่นใหม่ที่มีทั้งครูช่างและฝ่ายปกครองซึ่งทำงานร่วมกับขบวนการนักศึกษามาโดยตลอด จึงสามารถที่จะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของการอุทิศตนให้แก่ประชาธิปไตยของนักเรียนอาชีวะรุ่นก่อนให้แก่นักเรียนรุ่นหลัง 2-3 ปีได้ (ครูกลุ่มนี้หลายคนได้มาเปิดโรงเรียนช่างที่มีคุณภาพสูงที่จังหวัดในภาคเหนือและยังคงเสนอแนวทางการอุทิศตนเองให้สังคมแก่นักศึกษามาจนถึงปัจจุบัน ) ผมหยิบจังหวะหนึ่งของประวัติศาสตร์นักเรียนช่างกลขึ้นมาเพื่อบอกกล่าวว่าหากจะเข้าใจและหาทางแก้ปัญหานักเรียนช่างกลต้องคิดไปให้มากกว่าที่ผ่านมาเพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วนักเรียนช่างกลตีกันตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2500 แล้ว และยังตีกันอย่างต่อมาเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (การแก้ไขด้วยการเอาไปฝึกทหารทำให้การตีกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฮา) การหยุดทะเลาะกันในช่วงสั้นๆ ระหว่างก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาและหลังจากนั้นสัก 2 ปีเท่านั้น ผมหยิบจังหวะประวัติศาสตร์ช่วงนี้เพื่อบอกว่า “อัตลักษณ์” และการให้ความหมายใหม่แก่นักเรียนช่างกลเป็นเรื่องสำคัญในการทำให้การตีกันลดลงหรือยุติลงในช่วงหนึ่ง... Read More