Search

นิธิ เอียวศรีวงศ์: หยุดเผาวรรณคดีไทยเสียที

Posted: 23 Nov 2017 08:54 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท) นิธิ เอียวศรีวงศ์ หากนางผีเสื้อสมุทรคือ “อดีต” เราทุกคนต่างหนีนางผีเสื้อสมุทรของเรา เพื่อเอาชีวิตรอดเหมือนกันทั้งสิ้น นางผีเสื้อฯ ในพระอภัยมณีนั้นเป็นตัวละครประหลาดนะครับ คือไม่มีที่มาที่ไป นางเงือกยังมีพ่อแม่เป็นตัวเป็นตน ซึ่งได้ช่วยให้พระอภัยและสินสมุทรหนีนางผีเสื้อในระยะแรก แต่นางผีเสื้อไม่มีพ่อมีแม่ หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไม่มีผีเสื้อตัวอื่นโผล่เข้ามาในท้องเรื่องอีกเลย นางเป็นตัวเดียวหรือคนเดียวในสปีชีส์ของนาง เกิดขึ้นหรือมีขึ้นเพื่อพระอภัย และเป็นของพระอภัยคนเดียวโดยแท้ นางผีเสื้อจึงเป็นอดีตของพระอภัยเพียงคนเดียว และไม่มีใครขจัดเธอออกไปได้นอกจากตัวพระอภัยเอง วิธีขจัดนางผีเสื้อของพระอภัยก็น่าสนใจ เพราะใช้การเป่าปี่จนเธอสิ้นชีวิตลง วิธีที่เราขจัดอดีตอันบาดใจของเรา ก็ใช้วิธีเดียวกันคือเป่าปี่ หรือฟังคนอื่นเป่าปี่ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หันไปหาสิ่งสวยงามที่จรุงใจให้ลืมอดีตลงได้ อย่างน้อยก็ชั่วคราว ปี่ของบางคนอาจเป็นศิลปะ บางคนอาจเป็นการทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางคนอาจเป็นการสร้างชื่อเสียง บางคนอาจเป็นนางเงือกสาว นางสุวรรณมาลีและนางละเวง และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปี่ของพระอภัยทำให้นางผีเสื้อตายลงจริงหรือ หากตายจริงเหตุใดพระอภัยจึงยังต้องหนีนางผีเสื้อต่อไปเกือบตลอดชีวิต ถึงไม่ได้หนีด้วยการว่ายน้ำ แต่ก็หนีด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งน่ากลัวพอๆ กัน คือเข้าทำสงครามนองเลือดกับรัฐโน้นรัฐนี้อย่างไม่หยุดหย่อน หรือต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อไปให้ถึง “เกาะแก้วพิสดาร” อันเป็นดินแดนที่พระอภัยเข้าใจว่าปลอดภัยจากนางผีเสื้อ อย่างจะหาความสงบในชีวิตสักชั่วขณะก็ไม่ได้เลย “เกาะแก้วพิสดาร” ที่ไปได้ถึง อาจเป็นสถานที่ซึ่งนางผีเสื้อไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปทำอันตรายได้ แต่นางก็ยืนสกัดอยู่ไม่ไกลในทะเล มองเห็นเงาทะมึนเบื้องหน้า แม้เสียงถอนใจคร่ำครวญยังได้ยิน และความคั่งแค้นน้อยใจก็สัมผัสได้จากสายลม... Read More

นิธิ เอียวศรีวงศ์: คุณค่าอื่นนอกจากรบไม่ขลาด (1)

Posted: 21 Nov 2017 05:56 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท) นิธิ เอียวศรีวงศ์ การที่คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ถูกดำเนินคดีหมิ่นสมเด็จพระนเรศวร นอกจากสะท้อนปัญหาในการมีและ/หรือการใช้ม.112 แล้ว ผมคิดว่ายังมีปัญหาความลักลั่นในเรื่องที่สำคัญไม่น้อยอีกสามเรื่อง คือการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในเมืองไทยหนึ่ง คติเกี่ยวกับวีรบุรุษของไทยหนึ่ง และชาตินิยมไทยอีกหนึ่ง หวังว่าผมจะสามารถอธิบายปัญหาลักลั่นเหล่านี้ให้เข้าใจได้ ขอเริ่มจากเรื่องง่ายสุดก่อน คือปัญหาที่มาจากการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยในเมืองไทย นับตั้งแต่เริ่มมีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบตะวันตกในเมืองไทย ก็ดูเหมือนนักประวัติศาสตร์จะให้ความสำคัญแก่การสงครามมาแต่ต้น สงครามมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของทุกประเทศจริง เพราะสงครามสะท้อนอะไรอื่นอีกหลายอย่างเช่นระดับเทคโนโลยี, สังคม, เศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเมือง ฯลฯ แต่นักประวัติศาสตร์ไทยสนใจสงครามอยู่เรื่องเดียวคือการรบ และใครแผ่อำนาจไปถึงไหนได้บ้าง เนื้อหาสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่โบราณมาจนถึงรัชกาลที่ 4 จึงเป็นสงครามตลอด น่าเบื่อเข้าไส้แก่ทุกคน เพราะมองไม่เห็นว่าสงครามโบราณเหล่านั้นจะช่วยให้เข้าใจชีวิตจริงในอดีตหรือปัจจุบันได้อย่างไร ซ้ำร้ายยังช่วยส่งเสริมบทบาทครอบงำทางการเมืองของกองทัพเสียอีก คนไทยจำนวนมากยอมรับทันทีเมื่อกองทัพบอกว่าตนคือแนวหน้าในการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะเขาถูกประวัติศาสตร์สอนมาว่า ชาติคือการรบ และเมื่อจะรบกันแล้ว ใครจะไปสำคัญกว่ากองทัพเล่าครับ แต่หากชาติมีความหมายมากกว่าการรบ เช่นศาลซึ่งอ้างว่าพิพากษาในพระปรมาภิไธยมีความยุติธรรม โปร่งใสจนเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง นั่นคือการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พระบรมเดชานุภาพ ในฐานะสัญลักษณ์อธิปไตยของปวงชน ซึ่งทหารไม่เกี่ยว ที่ผมสงสัยก็คือ เอ๊ะ นักประวัติศาสตร์สมบูรณาญา¬สิทธิราชย์ไม่น่าจะตั้งใจศึกษาเพื่อส่งเสริมอำนาจทางการเมืองของกองทัพ (แม่ทัพเก่งๆ นั้นเป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์ทั้งในเมืองไทย และในรัฐอื่นๆ ทั่วโลก) เหตุใดจึงต้องเน้นเรื่องการสงคราม ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกครับ... Read More

นิธิ เอียวศรีวงศ์: เสื้อแดงจากอีกมุมมองหนึ่ง

Posted: 21 Nov 2017 01:03 AM (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท) นิธิ เอียวศรีวงศ์ น่ายินดีที่มีผู้แปลและพิมพ์หนังสือ Revolution Interrupted ของอาจารย์ Tyrell Haberkorn ออกมาเป็นภาษาไทย (การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน คุณเบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว และคุณพงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ แปล สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันพิมพ์เผยแพร่) น่ายินดีก็เพราะ จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ผู้เขียนทำให้สามารถมองขบวนการเสื้อแดงได้ในอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากมุมมองขบวนการเสื้อแดงที่ผ่านมา แทนที่จะเห็นขบวนการเสื้อแดงเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่โผล่ขึ้นมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมของประเทศ เราอาจนำขบวนการเสื้อแดงกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของสายธารประวัติศาสตร์ ที่มีการเคลื่อนไหวของประชาชนระดับรากหญ้ามาตลอด เพียงแต่ไม่เคยถูกพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของพลังกระแสธาร ที่อาจเปลี่ยนทิศทางของประวัติศาสตร์ได้ … มากหรือน้อยตามวาระโอกาสต่างกัน เหมือนการปฏิวัติที่ถูกสกัดด้วยความรุนแรงทั้งหลายมันหยุดลง แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามันหายไป อันที่จริง โดยตัวของมันเองแล้ว ความเคลื่อนไหวของชาวนาไร้ที่ดินในภาคเหนือในนามของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ ระหว่าง ค.ศ.1973-76 ก็เป็นเหตุการณ์เล็กๆ ในประวัติศาสตร์ หรือถูกทำให้เป็นเหตุการณ์เล็กๆ ในประวัติศาสตร์ แต่ในเหตุการณ์ซึ่งถูกจัดให้ “เล็กๆ” นี้ ถูกสกัดให้ชะงักงันลงด้วยการลอบสังหาร, อุ้มหาย, และลอบทำร้าย ผู้นำชาวนาถึง 46 คน นับเฉพาะคนที่ครอบครัวกล้ารายงานแก่ทางการ ส่วนที่ครอบครัวตัดสินใจไม่รายงานอาชญากรรมยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ทราบตัวเลขแน่ชัด จนถึงทุกวันนี้ยังจับมือใครดมไม่ได้สักราย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าที่ดิน, กองกำลังกึ่งรัฐที่ถูกรัฐร่วมกับเจ้าที่ดินสร้างขึ้น, หรือเจ้าหน้าที่รัฐเอง... Read More

นิธิ เอียวศรีวงศ์: อพยพในประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ

Posted: 15 Nov 2017 10:13 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท) นิธิ เอียวศรีวงศ์ ประวัติหรือเรื่องราวของคนส่วนใหญ่ในเผ่าใดเผ่าหนึ่ง ที่พูดภาษาเดียวกันหรือใกล้กัน อพยพเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่ง ไปตั้งภูมิลำเนาอีกที่หนึ่ง มีอยู่มากในหมู่ชาวยุโรปหรืออินโดยุโรป บางครั้งก็เป็นการย้ายภูมิลำเนาไปไกลจากแหล่งเดิมจนทำให้กลายเป็นคนละภูมิอากาศและภูมิประเทศไปโดยสิ้นเชิงทีเดียว เรื่องอพยพโยกย้ายในความจำของชาวตะวันตก เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาถึงสมัยประวัติศาสตร์ จนดูเป็นปรกติธรรมดา ว่ากันว่าพวกกรีกเดิมมีภูมิลำเนาอยู่ฝั่งเอเชียไมเนอร์ ขยับย้ายไปตั้งบ้านเมืองอยู่ในแหลมบอลข่าน จากนั้นก็กระจายไปตามเกาะแก่งและชายฝั่งอีกหลายแห่งบนคาบสมุทรอิตาลี ไล่มาถึงการตั้งถิ่นฐานในไอซ์แลนด์, อเมริกาเหนือและใต้ รวมถึงแอฟริกาใต้และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ทั้งหมดนี้ต้องรวมเอาการอพยพคืนถิ่นของพวกยิวภายใต้การนำของโมเสสด้วย แม้ไม่ใช่ชาวยุโรป แต่เรื่องดังกล่าวเป็นที่นับถือในหมู่ฝรั่งมานาน อาจเป็นเพราะการอพยพโยกย้ายฝังลึกอยู่ในจินตนาการเกี่ยวกับอดีตของคนตะวันตก บวกกับความก้าวหน้าทางวิชาการด้านภาษาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทำให้นักวิชาการของระบบอาณานิคมสามารถเห็นความเชื่อมโยงระหว่างชนชาติต่างๆ ในเอเชีย ซึ่งอาจตั้งภูมิลำเนาอยู่ห่างไกลกันสุดกู่ คำอธิบายว่าทำไมคนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นญาติกันทางภาษาได้ จึงมักเป็นเรื่องการอพยพเคลื่อนย้ายอย่างใหญ่อยู่บ่อยๆ ผมไม่ได้หมายความว่าการอพยพเคลื่อนย้ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงนะครับ อาจเกิดขึ้นจริงก็ได้ โดยเฉพาะในหมู่พวกอินโดยุโรปและเซมิติก เพราะอาชีพดั้งเดิมของคนเหล่านี้คือการล่าสัตว์ขนาดใหญ่ (ไม่ใช่จิ้งกุ่ง, แมงอีนูน, กะปอมและกระรอก หรือหอย กุ้ง ปลา) และการเลี้ยงสัตว์ โดยอาชีพก็ต้องอพยพเคลื่อนย้ายเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ในตำนานต้นกำเนิดของคนเอเชียโดยส่วนใหญ่มักไม่มีการอพยพโยกย้ายมากนัก ชาติพันธุ์เอเชียโดยส่วนใหญ่คิดว่าตัวก็อยู่ของตัวมาในดินแดนที่กลายเป็นประเทศชาติในปัจจุบัน ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะเราไม่มีความรู้ด้านภาษาศาสตร์, โบราณคดี และชาติพันธุ์วรรณนาเท่าฝรั่งก็ได้ แต่ผมคิดว่าเหตุผลที่สำคัญกว่าอยู่ตรงที่ว่า รัฐในเอเชียไม่ได้นิยามความเป็นพลเมืองหรือข้าราษฎรของตนจากชาติพันธุ์ ฮ่องเต้จีนนั้นรู้อยู่เต็มอกว่า... Read More

นิธิ เอียวศรีวงศ์: โลกที่อ่านไม่หมด กับโลกที่ไม่ต้องอ่าน

Posted: 03 Nov 2017 12:46 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท) นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นนักต้มตุ๋นทางตรรกะ วันหนึ่งเขาบอกผมขณะนั่งอ่านหนังสือว่า ไม่ว่าเอ็งจะอ่านไปสักกี่เล่ม ก็ไม่ถึงจุดศูนย์ ศูนย์ ศูนย์ ศูนย์ ฯ ฯ ฯ ฯ ฯ …หนึ่งของหนังสือที่มีในโลก พูดเสร็จเขาก็นั่งอมยิ้มอยู่อีกฝั่งหนึ่งของหลุมพรางที่ขุดล่อเอาไว้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าผมจะกระโดดลงไป ข้าไม่ได้คิดจะอ่านหนังสือทั้งโลกนี่หว่า ข้าอ่านเฉพาะที่ข้าอยากรู้ ถ้าอย่างนั้น สมมติให้เอ็งอ่านตั้งแต่บัดนี้จนวันตาย ความรู้ที่เอ็งได้มาก็เป็นเพียงกระผีกริ้นของความรู้ของโลก ที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ตรงกันข้าม หากเอ็งเริ่มตีปิงปองตั้งแต่วันนี้จนถึงวันตาย เอ็งจะเป็นนักปิงปองที่ทั่วทั้งโลกรู้จักและยอมรับ แล้วเราก็กอดคอกันไปตีปิงปอง อันที่จริง นอกจากผมแล้ว ผมเข้าใจว่าไม่มีใครสักคนทั้งโลกคิดจะอ่านหนังสือให้หมดโลก อย่าว่าแต่หมดโลกเลย หมดทุกเล่มในภาษาใดภาษาหนึ่งก็ไม่มี ถึงมีก็อ่านไม่ทันหนังสือใหม่ ผิดจากคำตอบของเด็กหนุ่มเพิ่งแตกพานอย่างที่ผมและเพื่อนคุยกัน เราไม่ได้อ่านหนังสือเพื่อให้โลกสังเกตเห็นเรา แต่เราอ่านเพราะมันสนุก ได้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้ หรือที่สำคัญกว่านั้นคือรู้ว่าที่เรารู้นั้นมีปัญหา เพราะมองจากมุมอื่นก็ได้ หรือมองให้ไกลไปกว่านั้นก็ได้ หนังสือไม่ได้ให้แต่ความรู้เท่านั้น ยังให้ความไม่รู้ด้วย ซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่า หรืออาจจะมากกว่าความรู้ เหนือกว่าความรู้หรือความไม่รู้คือความสนุก หนังสือเป็นการสื่อความที่แสดงระเบียบวิธีคิดที่รัดกุมที่สุด กว่าสื่อทุกชนิดที่มีในโลก ทั้งยังต้องแสดงกระบวนการของระเบียบวิธีคิดไว้อย่างสลับซับซ้อน อย่างชัดเจนก็ได้ อย่างคลุมเครือเพื่อให้คิดเองก็ได้ อย่างสะเทือนอารมณ์จนทำให้คิดและรู้สึกอะไรอื่นได้อีก... Read More

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ยุคแห่งความหงอยเหงา

Posted: 01 Nov 2017 01:06 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท) นิธิ เอียวศรีวงศ์   ระบบราชการซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐสมัยใหม่ในปัจจุบัน มีทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนแอไปพร้อมกัน เราพูดถึงด้านเข้มแข็งมามากจนมักลืมคิดถึงด้านอ่อนแอของระบบราชการ หากพูดถึงด้านอ่อนแอ ก็มักพูดถึงขั้นตอนอันยุ่งยากหลายซับหลายซ้อนซึ่งไม่จำเป็น และทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการของรัฐ หรือการทุจริตคดโกงของข้าราชการ หรือสมรรถนะที่ไม่เอาไหนของระบบราชการ แต่ความอ่อนแอเหล่านี้แก้ได้ จะปรับจะเปลี่ยนตัวบุคคลหรือระบบ กระบวนการ โครงสร้าง ฯลฯ บางอย่างก็อาจทำให้ความอ่อนแอเช่นนี้ของระบบราชการหมดไป หรือน้อยลง ระบบอะไรๆ ในโลกก็ล้วนมีความอ่อนแอเช่นนี้ คือปฏิบัติงานไม่ได้ตามเป้าหมายด้วยเหตุต่างๆ ทั้งสิ้น แต่ความอ่อนแอของระบบราชการที่ผมอยากพูดถึง คือความอ่อนแอที่มีในระบบ ซึ่งแก้ไม่ได้ และมีในระบบราชการของทุกรัฐในโลกนี้ แต่ในการบริหารของรัฐต่างๆ มักไม่ได้อาศัยแต่ระบบราชการเพียงอย่างเดียว ยังต้องอาศัยอะไรที่อยู่นอกระบบราชการอีกหลายอย่าง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ภาษาอังกฤษมีคำเรียกระบบราชการแบบเก่าว่า mandarinate (ภาษาไทยน่าจะเป็นระบบขุนนาง) และเรียกระบบราชการแบบใหม่ว่า bureaucracy แต่นักวิชาการก็ชี้ให้เห็นว่าไม่มีเส้นที่แบ่งระหว่างสองระบบนี้ชัดนักหรอก กล่าวอย่างกว้างๆ ระบบขุนนางคือระบบที่ใช้กำเนิดและเส้นสายเป็นเกณฑ์การคัดคนเข้าสู่ระบบ ในตัวระบบเองไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่ชัดเจนนัก ทำให้ “ข้าราชการ” ไม่อาจพัฒนาทักษะฝีมือเฉพาะด้านได้ มักไม่จ่ายเงินเดือน แต่แจกอภิสิทธิ์ให้ไปหากินเอาเอง ทำให้แยกระหว่างการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการปฏิบัติหน้าที่ออกจากกันได้ยาก แม้ว่าระบบขุนนางต้องการคนเก่งเหมือนกัน แต่สายสัมพันธ์มีความสำคัญกว่า อีกทั้งไม่มีการตรวจสอบการทำงานที่เป็นระบบ การเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งก็อาจกระทบต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการเมือง จึงไม่ค่อยทำหรือต้องทำอย่างระมัดระวัง ความมั่นคงในตำแหน่งกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการทำงาน จึงเป็นธรรมดาที่ขุนนางมักมีแนวโน้มอนุรักษนิยม... Read More

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ดราม่ากับการเปลี่ยนรูปสังคม

Posted: 19 Oct 2017 12:57 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท) นิธิ เอียวศรีวงศ์ โฆษณาของสำนักงานสลากกินแบ่งที่ผมได้เห็นทางทีวี ย้ำความซื่อสัตย์โปร่งใสในการดำเนินงาน มีภาพการออกสลากที่มีกระบวนการที่ทำให้เจ้าหน้าที่และกรรมการที่เชิญมา จะล็อกเลขไม่ได้ง่ายๆ แต่นักเล่นจำนวนมากที่ผมได้พบต่างก็เชื่อว่า เฮ้ย หวยล็อกทั้งนั้นแหละ จะใครล็อก ล็อกอย่างไร และล็อกทำไม ต่างคนต่างกลุ่มก็มีเรื่องเล่าของตน ซ้ำกันบ้างไม่ซ้ำกันบ้าง บางเรื่องที่เล่ากันก็โลดโผนจนน่าตกใจ กระเทือนต่ออุปสงค์ของหวยรัฐบาลหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่กระเทือนอะไรทั้งสิ้น เพราะแม้แต่คนที่เชื่อว่าหวยถูกล็อก ก็ยังซื้อทุกงวดอย่างไม่ลังเล ผมถามเขาว่า ถ้าเชื่อว่าล็อกแล้วจะซื้อทำไม คำตอบของเขามีตรรกะกว่าคำถามของผมตั้งแยะ เขาบอกว่าล็อกก็ออกเลขหนึ่ง ไม่ล็อกก็ออกเลขหนึ่ง ทั้งสองอย่างคือเลขที่เขาต้องเสี่ยงเท่ากัน และเขาก็ประกันความเสี่ยงไว้อย่างสุดความสามารถแล้ว นับตั้งแต่ตีใบ้หวยของอาจารย์ หรือขูดต้นไม้มาหมดแล้ว จริงของเขานั่นแหละ แต่ก่อนเมื่อเป็นหวย ก. ข. นายบ่อนเป็นคนเลือกพยัญชนะเอาเอง เขาก็ยังเล่นกันมาแล้ว การแทงหวยคือแทงใจนายบ่อน หรือแทงใจคนล็อกเลขต่างหาก ใครบอกว่าแทงตัวอักษรหรือตัวเลขกันเล่า แต่ถ้าหวยรัฐบาลถูกล็อกจริง ย่อมหมายความว่ามีบางคนเอาเปรียบคนอื่น อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยขูดต้นไม้ ร้ายไปกว่านั้นก็คือเมื่อรัฐบาลเป็นเจ้าของ แต่กลับปล่อยให้มีการล็อคเลขรางวัลได้ เราจะปล่อยให้รัฐบาลที่ไว้ใจไม่ได้เช่นนี้ไปทำอะไรอื่นที่สำคัญกว่าออกหวยได้อย่างไร ผมอยากเดาว่า เขาคงเห็นด้วยหมดนั่นแหละ และหากผมจะไปทำอะไรเพื่อให้เลิกล็อกหวย เขาก็คงอวยพรให้ผมโชคดี แต่เขาจะแทงหวยต่อไป ไม่ว่าจะล็อกหรือไม่ล็อก เผื่อโชควิ่งมาหาเขา ถ้าเขาไม่ได้เปิดประตูนำโชคไว้ โชคที่ไหนมันจะปีนรั้วเข้ามาล่ะครับ... Read More