Posted: 04 Feb 2018 08:21 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 มหา’ลัยเชียงใหม่มีการจัดกิจกรรม Sport Day ประจำปีการศึกษา 2560 ซึ่งหลายๆคณะมีการเข้าร่วมกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันกีฬา และที่น่าสนใจคือ การแข่งขัน แสตนด์เชียร์ สันทนาการ เชียร์ลีดเดอร์ ตั้งแต่เวลา 05.00-22.00 น. ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและการแข่งขันของแต่ละคณะ มีการส่งกิจกรรมจากแต่ละคณะเข้าร่วมเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของทางส่วนกลาง แต่ก็มีบางส่วนที่คิดชิงดีชิงเด่นอยากเอาชนะแย่งกันเป็นที่1 โดยไม่คำนึงว่านักศึกษาปี1 ว่าเต็มใจไปมากน้อยเพียงใด

การจัดกิจกรรมดังกล่าวแม้ว่าเป็นกิจกรรมที่ดูสร้างสรรค์ แต่ก็เป็นการบังคับให้นักศึกษาบางคนต้องเข้าซ้อมแสตนด์เป็นเวลา 1เดือนเต็มๆ ถ้าไม่มาก็ต้องถูกหักคะแนนกิจกรรม จนโดนตัดรุ่นในที่สุด บางคณะก็ซ้อมตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น.จนถึง 21-22.00 น. บางคนก็เต็มใจที่จะเข้า แต่ลองนึกถึงคนที่ไม่เต็มใจก็ต้องทนฝืน ยอมจำนนกับระบบที่สร้างแรงกดดัน แต่น้อยคนที่จะกล้าออกมาปฏิเสธกับระบบที่เป็นอยู่

ส่วนเชียร์ลีดเดอร์และสันทนาการก็มีการซ้อมกันมาตลอดและซ้อมกันมาอย่างหนักเช่นเดียวกัน

ซึ่งในการจัดกิจกรรมกีฬาต่างๆ ส่วนใหญ่เชียร์ลีดเดอร์ก็จะมีความโดดเด่น ชุดราคาแพงเสื้อผ้าหน้าผมต้องพร้อม ส่วนแสตนด์ก็ต้องอดทนกับการนั่งร้องเพลงตากแดดตากลม

และกิจกรรมในครั้งนี้มีเรื่องที่น่าสนใจนั่นคือนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ไม่มีการเข้าร่วมการแข่งขันแสตนด์มีเพียงสันทนาการ และ เชียร์ลีดเดอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ได้รับอิสระภาพในการเลือกที่จะเข้าร่วมกิจกรรมตามความสมัครใจ แม้จะถูกมองว่าขาดความร่วมมือ แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นวิธีการที่ดีมากกว่าการบังคับ

อภิบาล สมหวัง นักศึกษามหา’ลัยเชียงใหม่ มีความเห็นว่า “กิจกรรมพวกนี้มันเป็นกิจกรรมที่สำคัญเป็นหน้าเป็นตาของมหา’ลัยเชียงใหม่ คล้ายกับการไปงานบอลของจุฬาธรรมศาสตร์ ทำให้มหา’ลัยได้ประโยชน์ร่วมกับมันไปโดนปริยาย  มหา’ลัยเชียงใหม่ มีมาตรฐานการแข่งขันในการสอบเข้าสูง ส่วนสำคัญเพราะพวกกิจกรรมรับน้องขึ้นดอย Sport Day Spirit night และก็เพราะมหา’ลัยได้ประโยชน์อะไรบางอย่างจากงานพวกนี้ ทำให้เกิดสภาวะการเพิกเฉยต่อกระบวนการความรุนแรงในช่วงก่อนจนถึงวันงาน เพื่อยอมให้ภาพวันงานออกมาสวยงามเป็นจุดขายให้มหา’ลัยรับทาสรุ่นต่อไป”

“พอมันสั่งสมเข้านานๆ ไม่มีคนมาจัดการกับปัญหาความรุนแรง ก็ทำให้รุ่นพี่สถาปนาคิดว่ามันเป็นความดีที่สังคมยอมรับได้ และกลายเป็นความรุนแรงที่แสนปกติ”

ท้ายนี้ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ตามความสมัครใจ โดยแท้จริงแล้วกิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ดีถ้าไม่มีการบังคับ และต้องคำนึงว่าการแบ่งเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะวัยเล่าเรียนการให้ความสำคัญกับเรื่องทางวิชาการเป็นสำคัญมากกว่า หากลองรวมเวลาซ้อมเตรียมงานจะแสดงให้เห็นว่าต้องสูญเสียเวลาอันมีค่านั้นไปเท่าไร โดยเฉพาะคนที่มีความตั้งใจจะทำอย่างอื่นแต่ต้องยอมจะนนต่อระบบและรุ่นพี่อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้