Search

จีนเซ็นเซอร์ถ้อยคำ-คุมเข้มโลกโซเชียลช่วงสมัชชาใหญ่ พคจ. ครั้งที่ 19 อย่างไร

Posted: 07 Nov 2017 08:48 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ในการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นวาระให้ ‘สีจิ้นผิง’ กระชับอำนาจพรรค หลังผ่านครึ่งเทอมแรกในการเป็นผู้นำประเทศ ด้านซิติเซ็นแล็บเผยว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีการควบคุมและจำกัดการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประชุมใหญ่ของ พคจ. โดยยิ่งใกล้วันประชุมก็ยิ่งบล็อกมากขึ้น

พิธีเปิดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 19 เมื่อ 19 ตุลาคม 2017 ที่มา: VOA/Wikipedia

8 พ.ย. 2560 โดยซิติเซ็นแล็บพบว่ามีการเซ็นเซอร์เนื้อหาเกี่ยวกับการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 หรือที่ใช้อักษรย่อว่า NCPC19 ถูกจากระบบของ WeChat แอปพลิเคชันการสนทนาที่มีผู้ใช้มากที่สุดในจีน นอกจากนี้ยังพบว่ามีการบล็อกคำสำคัญบางคำในช่วงหนึ่งก่อนการประชุมใหญ่และมีการอัพเดทการเซ็นเซอร์ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการประชุมใกล้เข้ามา

ประเด็นการเซ็นเซอร์มีตั้งแต่เรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ การคาดคะเนเกี่ยวกับสภา เหล่าผู้นำ และการช่วงชิงอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์จีน แม้กระทั่งคำที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของยุคสีจิ้นผิงอย่าง “นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) และวลีเชิงแนวคิดอุดมการณ์อย่าง “สังคมนิยมลักษณะแบบจีน”

ในการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีการพูดคุยเกี่ยวกับหลักการอุดมการณ์พรรคในรัฐธรรมนูญ รวมถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับประเทศ แต่ทว่าสภาพการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจเช่นนี้ทำให้พวกเขารู้สึกอ่อนไหว หวาดกลัวความไม่มั่นคงแน่นอน ซิติเซ็นแล็บระบุว่าการสั่งบล็อกคำสำคัญ ทั้งด้วยความหวาดกลัวข่าวลือและกลัวเสียภาพลักษณ์เช่นนี้กลับส่งผลให้ผู้คนไม่สามารถพูดถึงแม้แต่ในแง่การพูดเพื่อสนับสนุนรัฐบาลจีนไปด้วย

สาเหตุหนึ่งที่น่าจะทำให้เกิดการเซ็นเซอร์คือ มีการคาดการณ์ว่าสีจิ้นผิงอาจจะใช้เวทีประชุมใหญ่เป็นที่แผ่ขยายอำนาจอิทธิพลของตัวเองมากขึ้นไปอีกโดยอ้างุถึงอุดมการณ์อย่าง “สังคมนิยมลักษณะแบบจีน” นอกจากสีจิ้นผิงจะเป็นผู้นำคนที่สามที่มีชื่อตัวเองใส่ลงในรัฐธรรมนูญแบบเหมาเจ๋อตุงและเติ้งเสี่ยวผิงแล้วในคณะกรรมการระดับสูงก็ดูไม่มีใครที่ชัดเจนว่าจะได้เป็นผู้สืบทอดของสีจิ้นผิง ทำให้มีคนสงสัยว่าสีจิ้งผิงจะพยายามอยู่เกินวาระ 10 ปี ตามธรรมเนียมของพรรค

มีการตั้งข้อสังเกตอีกว่าลักษณะของการเซ็นเซอร์ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ก่อนหน้าการประชุมใหญ่นั้นมีลักษณะแบบเป็นการควบคุมที่แทรกซึมไปเป็นรายบุคคลมากขึ้นแทนที่จะเน้นควบคุมบริษัทให้บริการไอทีแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเข้มงวดด้านการให้ใช้ชื่อจริงลงทะเบียนในกระดานข่าวมากขึ้น หรือการออกกฎให้ใช้ “ระบบเครดิต” อย่างการให้คะแนนความคิดเห็นต่างๆ ในการแสดงความคิดเห็นออนไลน์ ผู้ให้บริการใดไม่ทำตามจะถูกขึ้นบัญชีดำ โดยที่ในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ฝ่ายควบคุมอินเทอร์เน็ตของจีนประกาศว่าบริการอย่าง ซินาเว่ยป๋อ, เทนเซนต์ และไป่ตู้ ต่างก็ถูกสั่งปรับจากการที่ไม่มีการจัดการกับเนื้อหาต้องห้าม รวมถึงในช่วงวันที่ 17 ต.ค. หนึ่งวันก่อนการประชุมของพรรคโซเชียลมีเดียต่างๆ ของจีนก็ประกาศว่าผู้ใช้งานจะไม่สามารถเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ ชื่อผู้ใช้ หรือประวัติของตัวเองได้โดยอ้างว่า “กำลังปรับปรุงระบบ”

ซิติเซนแล็บยังตรวจสอบการเซ็นเซอร์คำสำคัญของ WeChat โดยที่ผู้ใช้เองก็ไม่สามารถทราบได้ว่ามีการเซ็นเซอร์คำสำคัญใดบ้างและผู้ใช้งานเองก็จะไม่รู้ตัวว่าคำของเขาถูกเซ็นเซอร์มีแต่ผู้รับสารเท่านั้นที่จะไม่เห็น โดยที่ไม่มีการแจ้งว่าคำของพวกเขาถูกบล็อกหรือแจ้งสาเหตุที่คำของพวกเขาถูกบล็อก

พวกเขาทดลองพบว่าในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม 2559 ถึงสิงหาคม 2560 มีคำสำคัญ 51 ชุดที่ถูกบล็อก เทียบกับช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2560 มีคำสำคัญที่ถูกบล็อกอีก 194 ชุด รวมเป็น 241 ชุดเมื่อคิดรวมทั้งสองช่วง โดยมีการบล็อกคำว่า “การประชุมใหญ่พรรคครั้งที่ 19” ในภาษาจีน หรือคำที่ระบุถึงการประชุมวงปิดของสมาชิกพรรคระดับสูงที่รีสอร์ทริมชายหาด โดยจากการทดลองแล้วผู้ที่พูดถึงคำหรือวลีเหล่านี้ในประโยคจะไม่ขึ้นปรากฏให้คู่สนทนาฝ่ายตรงข้ามเห็น

การเซ็นเซอร์อื่นๆ ที่ซิติเซนแล็บค้นพบคือเรื่องการวิจารณ์ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนขาดตัวแทนที่เป็นผู้หญิง โดยมีการบล็อกคำที่ใช้ในประเด็นนี้อย่างคำว่า “เพดานแก้ว” โดยการเซ็นเซอร์คำเหล่านี้มีการอัพเดทเพื่อโต้ตอบการนำเสนอข่าวประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการประชุม

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเซ็นเซอร์ชื่อของสีจิ้นผิง เซ็นเซอร์คำขวัญอย่างเช่นคำว่า “ความฝันแบบจีน” มีการเซ็นเซอร์คำที่เกี่ยวข้องกับการคาดคะเนว่าสีจิ้นผิงจะพยายามยืดวาระการดำรงตำแหน่งตัวเองไปอีกหรือเรื่องการควบรวมอำนาจพรรค หรือกรณีอื้อฉาวอื่นๆ ของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น กรณีการปิดกั้นภาพยนตร์ หรือการสั่งถอดรายการโทรทัศน์ในฮ่องกง

“จากคำสั่งที่รั่วไหลออกมาและจากการค้นคว้าในครั้งก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทโซเชียลมีเดียในจีนถูกรัฐบาลกดดันมากขึ้นในช่วงที่มีเหตุการณ์อ่อนไหว” ซิติเซ็นแล็บสรุปในรายงาน

“จากการศึกษาวิจัยเรื่องการเซ็นเซอร์ซินาเว่ยป๋อในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 เจสัน คิว เอ็งพบว่าหลังจากการประชุมจบลงปริมาณการเซ็นเซอร์บนพื้นที่ก็ลดลง” ซิติเซนแล็บระบุในรายงาน

เรียบเรียงจาก

MANAGING THE MESSAGE : What you can’t say about the 19th National Communist Party Congress on WeChat, The Citizen Lab, 06-11-2017

Related posts