Posted: 15 May 2018 07:40 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

ฮิวแมนไรท์วอทช์รายงานเกี่ยวกับปฏิบัติการทหารของจีนในมณฑลซินเจียง ที่มีการนำนายทหารเข้าไป “พักอาศัยอยู่ร่วม” กับประชาชนทั่วไปซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิในหลายๆ ด้าน ทั้งสิทธิทางวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนนานาชาติ และละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวด้วย

15 พ.ค. 2561 ในเว็บไซต์ขององค์กรสิทธิมนุษยชนจากสหรัฐฯ ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 ทางการจีนนำเจ้าหน้าที่เข้าไป “พักอาศัยอยู่ร่วม” ตามครอบครัวต่างๆ ของมณฑลซินเจียง มณฑลที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นหนึ่งในยุทธวิธีการบุกรุกแบบที่เรียกว่า “โจมตีอย่างหนัก” ต่อซินเจียงที่มีชาวอุยกูร์อยู่ 11 ล้านคนและมีชาวมุสลิมเชื้อสายตุรกีอื่นๆ อาศัยอยู่

ในช่วงที่เจ้าหน้าที่ทางการไปเยือนรอบครัวเหล่านี้มีการเข้าไปถามไถ่ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวพวกเขาและแนวคิดทางการเมืองของผู้คนเหล่านั้น รวมถึงพยายามปลูกฝังล้างสมองทางการเมืองต่อผู้คนเหล่านั้นด้วย

ทางฮิวแมนไรทวอทช์เรียกร้องให้จีนยกเลิกโครงการไปเยี่ยมหรือพำนักอาศัย บ้านของประชาชนแบบนี้โดยทันที เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคลและของชีวิตครอบครัวพวกเขา รวมถึงละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชน

มายา หวัง นักวิจัยอาวุโสในประเด็นจีนของฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า “ครอบครัวมุสลิมทั่วซินเจียงในตอนนี้ต้องกินนอนอยู่ภายใต้สายตาจับจ้องของรัฐอยู่ภายในบ้านของตัวเอง” ซึ่งถือเป็นการรุกล้ำอย่างผิดวิสัยในการควบคุมชีวิตประจำวันทั่วไปของชาวซินเจียง

ตั้งแต่ปี 2557 เจ้าหน้าที่ทางการจีนในซินเจียงส่งทหาร 200,000 นาย เข้าไปเยี่ยมเยือนและสอดแนมประชาชนซึ่งภาครัฐใช้คำที่ดูสวยงามอ้างว่าเป็น “การเยี่ยมประชาชน ให้ประโยชน์ประชาชน และพบปะเข้าถึงหัวใจประชาชน” โดยมีเป้าหมายเพื่อ “รักษาเสถียรภาพทางสังคม” นอกจากนี้ในปี 2559 ยังเคยมีโครงการที่ใช้ชื่อว่า “กลายเป็นครอบครัว” โดยให้เจ้าหน้าที่ 110,000 นาย เข้าไปเยี่ยมพบชาวมุสลิมเชื้อสายตุรกีทุกๆ 2 เดือน พอมาจนถึงเดือน ธ.ค. 2560 เจ้าหน้าที่ที่ทำงานเยี่ยมบ้านประชาชนทุกสัปดาห์ก็มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านนายแล้ว ส่วนใหญ่พวกเขาจะไปตามบ้านชาวมุสลิมแต่ก็มีบางครั้งที่จะส่งตัวไปตามบ้านของชาวฮั่น ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศจีน

ในช่วงต้นปี 2561 โครงการเยี่ยมบ้านของรัฐบาลซินเจียงก็ขยายเป็นการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพักอาศัยร่วมชายคากับประชาชนทั่วไปอย่างน้อย 5 วัน ในทุกๆ 2 เดือน โดยไม่มีหลักฐานเลยว่าครอบครัวเจ้าบ้านจะสามารถปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเยี่ยมได้

เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ ของประชาชนตั้งแต่การจดทะเบียนครัวเรือนหรือว่าเป็นผู้อพยพจากพื้นที่อื่น เก็บข้อมูลแนวคิดทางการเมืองและแนวคิดทางศาสนา เจ้าหน้าที่ที่ไปเยี่ยมต้องรายงานว่ามี “ปัญหา” หรือ “สถานการณ์ผิดปกติ” อะไรบ้าง ตั้งแต่เรื่องทั่วๆ ไปอย่างความไม่สะอาดไปจนถึงการติดสุรา หรือกระทั่งการมีแนวคิดทางศาสนา โดยมีการสั่งเจ้าหน้าที่ให้กล่อมเกลาผู้คนทางการเมืองเพื่อส่งเสริม “วิธีคิดแบบสีจิ้นผิง” โฆษณาพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่ามี “ความห่วงใย” และ “ไม่เห็นแแก่ตัว” รวมถึงเตือนประชาชนเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลมองว่าเป็น “ภัย” เช่น ศาสนาอิสลาม หรือแนวคิดการเมืองข้ามประเทศจากที่อื่นอย่างตุรกีหรือคาซัคสถาน

อย่างไรก็ตามปฏิบัติการนี้มีลักษณะอำนาจอ่อนแบบพยายาม “ใช้ใจต่อใจ” ในการพูดคุยกับคนในพื้นที่พร้อมกับพยายามเชื่อมความสมานฉันท์ระหว่างครอบครัวฮั่นกับอุยกูร์ โดยมักจะมีลักษณะของการยัดเยียดวัฒนธรรมชาวจีนฮั่นเข้าไป เช่นการสอนภาษาจีนแมนดาริน การให้ชาวบ้านร้องเพลงชาติหรือเพลงสดุดีพรรคคอมมิวนิสต์จีน ให้เข้าร่วมพิธีชักธงสู่ยอดเสา มีความคาดหวังว่าเจ้าหน้าที่กับครอบครัวคนในท้องที่ต้องร่วมกันไปงานเทศกาลต่างๆ ของจีน เช่น ตรุษจีน หรืองานกีฬา การเต้นรำ ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการสั่งให้นายทหารช่วยกวาดพื้น ปลูกต้นไม้ให้ชาวบ้าน รวมถึงช่วยนำสวัสดิการหรือสิ่งชดเชยจากรัฐไปให้คนในพื้นที่ด้วย

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารถูกสั่งให้ทำสิ่งที่ดูเหมือนจะมีประโยชน์เหล่านี้พวกเขาก็ฉวยโอกาสติดตามกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่างๆ ของผู้คน โดยที่เจ้าหน้าที่จะโพสต์ภาพที่ดูเหมือนครอบครัวมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับนายทหารในแง่มุมต่างๆ ระหว่างทำกิจกรรมภายในบ้าน แต่ทว่าทั้งหมดนี้เป็นการโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียโดยฝีมือของเจ้าหน้าที่ ไม่มีภาพใดที่ครอบครัวเหล่านี้เป็นผู้โพสต์เองเลย ทำให้ไม่มีอะไรชี้วัดว่าครอบครัวเหล่านี้ยินยอมพร้อมใจให้ทหารโพสต์รูปพวกเขาบนอินเทอร์เน็ต

หวังกล่าวว่าการพยายามบังคับผู้คนให้หลอมรวมทางวัฒนธรรมไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังอาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจและทำให้เกิดความเกลียดชังฝังรากลงในพื้นที่มากขึ้นด้วย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลจีนหยุดกระทำการดังกล่าว

ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุอีกว่ามณฑลซินเจียงซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนถูกจำกัดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานจากรัฐบาลจีนมานานแล้ว รวมถึงไม่มีเสรีภาพในการนับุถือศาสนา นอกจากนี้ยังมีการรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวถึงขั้นจำกัดชื่อที่ประชาชนจะตั้งให้ลูกตัวเอง ในพื้นที่ดังกล่าวมีการต่อต้านรัฐบาลทั้งในแบบสันติและแบบที่ใช้ความรุนแรงเช่นการวางระเบิด ทางการจีนพยายามออกมาตรการบีบรัดประชาชนในพื้นที่ด้วยข้ออ้างการปราบปรามผู้ก่อการร้าย แต่เจ้าหน้าที่มักจะสร้างปัญหาด้วยการไม่แยกแยะระหว่างการแสดงออกทางการเมืองที่ไม่รุนแรงออกจากการแสดงออกรุนแรง รวมถึงมองว่าอัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา และความอยากเป็นอิสระของชาวอุยกูร์เป็น “ความชั่วร้าย 3 อย่าง” คือ “การแบ่งแยก การก่อการร้าย และลัทธิสุดโต่ง”

ในช่วงปีที่แล้ว ทางการซินเจียงพยายามหลอมรวมชาวซินเจียงมากขึ้นและพยายามตัดไม่ให้ชาวมุสลิมติดต่อกับโลกภายนอกได้เช่นการยึดพาสปอร์ต การเรียกร้องให้คนที่อาศัยอยู่นอกประเทศกลับมา การเน้นการศึกษาด้วยภาษาจีนแมนดารินลดความสำคัญของภาษาชนกลุ่มน้อยลง การเล่นงานเจ้าหน้าที่เชื้อสายชนกลุ่มน้อยที่ถูกสงสัยว่าไม่ภักดี การคุมขังผู้คนมากกว่าหลายหมื่นคน มีการสอดแนมมากขึ้นถึงขั้นให้จับตรวจดีเอ็นเอหมู่และระบบยืนยันตัวตนด้วยเสียง (Voice Biometrics) ถึงขั้นตรวจโทรศัพท์มือถือว่าหาว่ามีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ รวมถึงมีการตั้งด่านและสถานีตำรวจจำนวนมาก

เรียบเรียงจาก

China: Visiting Officials Occupy Homes in Muslim Region, Human Rights Watch, May 13, 2018

[right-side]