รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสร้างความตึงเครียดให้กับข้อตกลงการค้าเสรีแถบอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA และข้อตกลงการค้าเสรีกับยุโรปอีกครั้ง หลังจากประกาศขึ้นภาษีสินค้าเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมนำเข้าจากยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก

มาตรการขึ้นภาษีล่าสุดนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์นี้เป็นต้นไป โดยจะเก็บภาษี 25% สำหรับเหล็กกล้า และ 10% สำหรับอะลูมิเนียมที่นำเข้าจากสหภาพยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก

คาดว่าทางสหภาพยุโรปจะตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าอเมริกันหลายชนิดเช่นกัน รวมทั้ง รถจักรยานยนต์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน กางเกงยีนส์ลีวายส์ ตลอดจนเหล้าวิสกี้ยี่ห้อเคนตักกีและเทนเนสซีของอเมริกา

รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ วิลเบอร์ รอสส์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐฯ ยัง ต้องการเจรจากับทั้งสหภาพยุโรป แคนาดาและเม็กซิโก เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ก็กำลังเจรจากับเกาหลีใต้ อาร์เจนติน่า ออสเตรเลีย และบราซิล เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นจำกัดการส่งออกมายังสหรัฐฯ โดยสมัครใจเช่นกัน

การตัดสินใจล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งในหมู่นักลงทุน และทำให้ดัชนีหุ้นที่วอลสตรีทร่วงดิ่งลงในการซื้อขายในวันพฤหัสบดี


FILE – Steel coils sit on wagons leaving the thyssenkrupp steel factory in Duisburg, Germany, March 2, 2018. Some warn President Donald Trump risks sparking a trade war with his steep tariffs on steel and aluminum imports, while U.S. officials are downplaying the sigificance of the move.

ด้านประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ฌอง-คล้อด ยุงเคอร์ กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นวันที่เลวร้ายสำหรับการค้าโลก” และว่า อียูไม่มีทางเลืิอกอื่นนอกจากเดินหน้าฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) และใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้สหรัฐฯ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของยุโรปเอง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษมีแถลงการณ์ว่า “อังกฤษผิดหวังอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมา อังกฤษและประเทศในสหภาพยุโรปต่างเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ และสมควรได้รับการยกเว้นจากภาษีดังกล่าว”