สืบเนื่องจากที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่สหรัฐฯ ขอยกเลิกแผนเจรจาสุดยอดกับผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ในวันที่ 12 มิถุนายน เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่าให้จับตามองการผลิกผันทางการทูตในคาบสมุทรเกาหลีอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้แหล่งข่าวทำเนียบขาวเปิดเผยถึงเบื้องหลังการยกเลิกกำหนดเจรจาครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วย

ในการบอกยกเลิกการประชุมสุดยอด ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ส่งจดหมายแจ้งให้ คิม จอง อึน ที่ระบุว่า

“จากความโกรธเคืองอย่างมากมายและความเป็นปรปักษ์ที่ปรากฏอยู่ในแถลงการณ์ล่าสุดของผู้นำ คิม จอง อึน ตนจึงรู้สึกว่าเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการพบเจรจาตามแผนที่วางไว้อย่างยาวนาน”

ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือขู่ว่าจะถอนตัวออกจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ หลังจากที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ขอให้ใช้รูปแบบเดียวกับที่อเมริกาใช้กับลิเบีย นั่นคือเกาหลีเหนือต้องยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดทันทีก่อนที่การเจรจาสุดยอดจะเกิดขึ้น แต่ทางกรุงเปียงยางต้องการให้มีการลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สหรัฐฯ ยกเลิกการเจรจาคือ คำกล่าวของรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือ ที่เรียกรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไมค์ เพนซ์ ว่าเป็น “ผู้ไม่ประสีประสาทางการเมือง”


A coin for the upcoming U.S.-North Korea summit is seen in Washington, May 21, 2018.

ด้านเกาหลีใต้ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญให้เกิดบรรยากาศที่ดีก่อนหน้านี้เพื่อนำไปสู่การเจรจาสุดยอด ประธานาธิบดี มูน แจอิน เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงกลางดึกอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะแสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อข่าวการยกเลิกกำหนดการพบกันระหว่างทรัมป์และคิม

ประธานาธิบดี ทรัมป์ ระบุในจดหมายถึงผู้นำเกาหลีเหนือด้วยว่า “ผู้นำคิมเอาแต่พูดถึงศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แต่สหรัฐฯ นั้นมีอาวุธนิวเคลียร์ที่มากมายและทรงพลัง ซึ่งแม้แต่ตนเองก็ยังต้องอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าว่าอย่าให้ถึงเวลาที่ต้องใช้นิวเคลียร์เหล่านั้น”

และว่า “หากเกาหลีเหนือเปลี่ยนใจ และยังต้องการให้เกิดการประชุมสุดยอดที่มีความสำคัญอย่างที่สุดนี้จริงๆ ก็อย่าได้ลังเลที่จะโทรศัพท์หรือเขียนจดหมายมาหาตน”

“โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาหลีเหนือ ได้สูญเสียโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับการสร้างสันติภาพที่ยืนยาว และความมั่งคั่งรุ่งเรือง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดในประวัติศาสตร์” ผู้นำสหรัฐฯ ระบุ

ในวันพฤหัสบดี เกาหลีเหนือเพิ่งปิดสถานที่ทดสอบนิวเคลียร์ Punggye-ri เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี


FILE – This Wednesday, May 23, 2018 satellite file image provided by DigitalGlobe, shows the Punggye-ri test site in North Korea.

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวกล่าวว่า ความหวังในการให้เกิดการเจรจายังไม่หมดไป แต่อย่างน้อยเกาหลีเหนือจะต้องเปลี่ยนการใช้โวหารที่ทำลายบรรยากาศการเจรจา

รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ แอนโธนี บลิงเคน กล่าวกับวีโอเอภาคภาษาเกาหลีว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวในจดหมายถึงคิม จอง อึน คงจะไม่ใช้คำพูดสุดท้ายจากสหรัฐฯ

เขากล่าวว่าผู้นำทั้งสองกำลังเล่น “เกมส์วัดความใจแข็ง” โดยต่างก็เชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามอยากให้เกิดการเจรจาสุดยอดมากกว่าฝ่ายตน

อาจารย์ วิพิน นาราง (Vipin Narang) ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์นิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ความคิดของผู้มองสถานการณ์มีสองด้าน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ายังคงมีทางออกทางการทูต และอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ข่าวล่าสุดคือการยืนยันความล้มเหลวทางการทูต

และทางเลือกสุดท้ายที่เหลือ คือการบังคับด้วยกำลังต่อเกาหลีเหนือให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์

ท้ายสุด จอห์น เฟฟเฟอร์ (John Feffer) จากโครงการ Foreign Policy in Focus ของสถาบัน Institute for Policy Studies กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ไม้หนักในการคว่ำการเจรจาครั้งนี้ และยังใช้คำขู่ที่แอบแฝงมาในจดหมายว่าอาจมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์

นักวิเคราะห์ผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนหวังว่านี่จะไม่ใช้โอกาสเพียงครั้งเดียวของทรัมป์ที่จะหาทางออกให้กับความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ

(รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียงจากรายงานของผู้สื่อข่าววีโอเอประจำทำเนียบขาว Steve Herman)

http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=167199555102614575