Posted: 13 Feb 2018 10:49 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

 

“พอเรื่องจริงเกิดขึ้นกับเรา มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย มันมีความรู้สึกว่า เหมือนลูกโป่งมันลอยไปแล้ว เรามองมันทั้งเสียดาย ทั้งเศร้า เหมือนมันจะไม่ลอยลงมาหาเราอีกแล้ว แล้วเราก็นึกถึงช่วงเวลาที่เขาเถียงกับพ่อ ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้ คนรอบตัวเขาก็โดนผลกระทบจากมาตรานี้ เขาเห็นว่ามาตรานี้ควรมีการเปลี่ยนแปลงเพราะมันไม่เป็นธรรมในสังคมระบอบประชาธิปไตย และบอกว่าถ้าเขาโดนมาตรานี้เขาจะขอลี้ภัยไปอยู่ที่อื่น”

คือส่วนหนึ่งจากการคุยกับแม่ของ การ์ตูน-ชนกนันท์ รวมทรัพย์ อดีตโฆษกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จากการแชร์รายงานพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ที่เว็บไซต์บีบีซีไทย รายงานซึ่งมีผู้แชร์ร่วมกันกับเธอราว 2,800 คน ลงในเฟสบุ๊คตั้งแต่ ธ.ค.ปี 2559

หมายนัดมาถึงบ้านของเธอในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม ซึ่งตรงกับวันเด็กที่ผ่านมา ตอนนั้นครอบครัวยังเข้าใจว่าคือหมายที่มาเป็นประจำเกี่ยวกับคดีอุทยานราชภักดิ์ที่เธอต้องไปขึ้นศาลอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อเธอได้อ่านมันและพบว่าเป็นหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดี 112 นำมาสู่การตัดสินใจลี้ภัยอย่างเร่งด่วนในวันต่อมา ท่ามกลางความตกใจของครอบครัวที่พบว่า การจากไปครั้งนี้ของเธออาจหมายถึงการไม่ได้กลับมาอีก

ระหว่างคุยเรามีน้ำตาซึม อาจเพราะเรื่องราวที่คุยนอกเหนือจากตัวบทกฎหมายตามหลักการแล้ว เราได้เห็นผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นต่อครอบครัวหนึ่ง เราเห็นความรักและความผูกพันของครอบครัว แม้พ่อจะเห็นต่างทางการเมืองกับลูก แม้พ่อและแม่จะเป็นห่วงความปลอดภัยของลูก แต่ก็ไม่เคยห้ามไม่ให้แสดงออก เราค้นพบความเข้าใจและเอื้ออาทรต่อกันในครอบครัวจากเรื่องเล่านี้ เราพบความเข้มแข็ง ไม่หวาดกลัว จึงอยากให้คุณลองทำความรู้จักกับการ์ตูนและครอบครัวไปพร้อมกับเราผ่านแม่ของเธอ

วัยเด็กของการ์ตูนเป็นยังไง

การ์ตูนเป็นลูกสาวคนแรกของครอบครัว ทั้งครอบครัวเห่อเพราะเป็นลูกสาวคนแรก การ์ตูนเป็นเด็กชอบเรียนรู้ วันเกิดตอน 3 ขวบ แม่ถามเขาว่าอยากได้อะไร เขาตอบว่าอยากได้หนังสือ การ์ตูนไม่ชอบเล่นตุ๊กตา แต่ชอบอ่านหนังสือ ต่างจากเด็กอื่นทั่วไปในวัยเดียวกัน

พอตูนอายุได้ประมาณ 4-5 ขวบ น้องก็เพิ่งคลอดได้ 5 เดือน คุณยายที่เป็นพี่เลี้ยงก็เสียไปพอดี ทุกคนเลยต้องมาดูน้องที่เพิ่งคลอด เขาก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง เลยค่อนข้างจะเข้มแข็งและช่วยเหลือตัวเองมาตั้งแต่เล็ก พอย้อนกลับมาดูแล้วระหว่างน้องกับเขา แม่คิดว่าแม่เลี้ยงต่างกันเยอะเลย เพราะพอน้องอายุ 4-5 ขวบเหมือนกัน เราก็มีแม่บ้านซึ่งจะคอยดูแล คอยโอ๋น้อง พาไปส่งถึงห้องเรียน ในขณะที่ตูนในตอนอายุเท่านั้นต้องช่วยเหลือตัวเอง รู้สึกผิดหน่อยๆ เหมือนกัน

เขาเป็นคนที่ค่อนข้างต้องการได้รับการยกย่อง จากสายตาที่พ่อแม่ดู เช่น ถ้าเขาเรียนดีมีคนชมเชย พ่อแม่ยกย่อง เขาก็จะมุ่งไปทางนั้น หรือตอนป.2 อยู่ๆ เขาก็มาบอกว่า แม่ หนูจะประกวดนางนพมาศ ซึ่งเราก็แปลกใจ ไม่เคยเห็นเขาจะมาสนใจอะไรแบบนี้เลย ซึ่งในความคิดของเขาตอนนั้นคือ ถ้าคนที่สวยงามก็จะได้รับการยกย่อง ก็เลยไปสมัครประกวดเอง

แม่คิดว่าเขาเป็นคนมีความคิดดี แต่ในสังคมเมืองไทยเขาจะออกไปในแนวแข็งหน่อย ที่บ้านทั้งตระกูลเขาจะนิยมให้ลูกหลานเรียนภาษาอังกฤษ การ์ตูนเป็นคนไม่ชอบการชี้นำ พอบอกว่าเรียนภาษาอังกฤษ เขาก็จะ ‘ไม่’ ทันที ก็เลยไปเรียนภาษาญี่ปุ่นแทน

ตูนเป็นคนทำอะไรด้วยตัวเอง การมาบอกแม่คือการแจ้งให้ทราบ เหมือนกับการลงท้ายว่า ‘จึงเรียนมาเพื่อทราบ’ จุดฟูลสต็อป แล้วจบ ตอนเข้าม.4 ตูนคิดว่าเรียนจบจะไปเรียนต่อโครงการทุนของญี่ปุ่น ซึ่งต้องสอบภาษาอังกฤษด้วย เป็นสิ่งที่เขาไม่ถนัด เขาก็เลยคิดว่าถ้างั้นต้องไปแลกเปลี่ยนโครงการต่างประเทศ และจะได้ภาษาแน่ๆ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดเขาเป็นคนหาเองแล้วมาแจ้งพ่อแม่ เราก็ เหรอๆ อย่างนี้เหรอ แล้วก็ไปอยู่อเมริกาปีหนึ่ง แล้วกลับมาก็ได้ภาษา

พอตอนต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ญาติๆ ฝั่งพ่อก็เชียร์มากว่าต้องธรรมศาสตร์ เพราะทุกคนก็เรียนธรรมศาสตร์ พอเป็นแบบนั้นปั๊บ เขาก็ลบลิสต์รายการที่เป็นธรรมศาสตร์ออกหมดเลย ข้อดีของนิสัยตรงนี้เขาคือมันเป็นแรงผลักอย่างดีในการจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งโดยไม่ต้องการการชักจูง การชี้นำ แต่มาจากการตัดสินใจของเขาเอง แต่ข้อเสียก็คือเขาลืมมองว่าสิ่งที่คนอื่นชักจูงมันดีรึเปล่า เขาจะไม่คิดเลย เขาจะคิดแค่ว่าเขามีสิทธิที่จะตัดสินใจ สุดท้ายเขาก็ติดรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ความคิดทางการเมืองของการ์ตูนช่วงเข้ามหาวิทยาลัยเป็นยังไง

ช่วงนั้นการเมืองก็เปลี่ยนคนมาหลายยุคหลายสมัย ทางครอบครัวฝั่งพ่อสนใจเรื่องการเมือง เขาก็จะอยู่ฝั่งประชาธิปัตย์กัน แต่พอตูนเรียนรัฐศาสตร์ ความคิดเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปอีกแนวหนึ่ง ช่วงนั้นเขาค่อนข้างเก็บตัว เพราะเหมือนคุยกันแล้วคุยไม่รู้เรื่อง การเมืองไทยก็แรงขึ้น การรับรู้ของเขาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ อย่างเรื่องมาตรา 112 ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาจะมาพูดกับพ่อเสมอ พ่อก็จะบอกว่าไม่เห็นด้วยที่จะไปยุ่ง เพราะเพื่อนพ่อก็โดนมาตรานี้แล้วก็ติดคุก แต่เขาก็จะบอกว่าเขาไม่เห็นด้วยที่จะมีมาตรานี้ ซึ่งเขาก็ไม่เคยหมิ่นหรืออะไร เขาก็แสดงความคิดเห็นในเชิงหลักการ

การเรียนรู้ของเขาอาจไม่เหมือนกับสมัยพ่อแม่ ของเราอาจจะเรียนรู้จากแค่ตำรา แต่ของตูนเรียนรู้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในตอนนั้นด้วย อาจารย์ก็จะกล้ามากกว่าในรุ่นของพ่อแม่ นักเรียนก็จะกล้ากว่าในการแสดงความคิดเห็น ก็กลายเป็นว่าเขาได้รับรู้บางสิ่งที่ไม่มีในตำรา แล้วเขาก็เกิดคำถามขึ้นมา

ก่อนหน้านั้นเขาก็มีกิจกรรมการเมืองที่เขาค่อนข้างจะเป็นแกนนำอยู่ ตอนนั้นในครอบครัว พ่อก็ไปอีกทาง เขาก็ไปอีกทาง เขาบอกว่าเขายึดหลักประชาธิปไตย ส่วนแม่กับน้องสาวก็จะขอความสงบ ไม่อยากยุ่งกับการเมือง เราเห็นว่าพอมันเกิดความเห็นต่าง เราเองก็ได้รับผลกระทบ เรามองแค่ตัวเราเอง แต่ไม่ได้มองไกลออกไปเหมือนกับที่พ่อและลูกเขามองกัน บ้านนี้จะคุยอะไรทีต้องระวังเดี๋ยวล้ำเส้น ก็ต้องเบรกกันหัวทิ่มเหมือนกัน น้องสาวก็จะไม่เอาเรื่องการเมืองเลย ไม่ชอบฟังพ่อกับพี่ทะเลาะกัน แต่เราก็อยู่กันได้ พอมันจูนกันไปจูนกันมาก็เคารพในความคิดกัน ไม่ล้ำเส้นกัน


6 ต.ค. 2558 การ์ตูน (ซ้ายสุด)  พร้อมสมาชิก NDM แสดงออกเชิงสัญลักษณ์วางศพจำลอง ชื่อ ‘นายประชาธิปไตย’ 12 ศพ พร้อมดอกไม้จันทน์ สื่อถึงรัฐประหาร 12 ครั้งที่ได้ทำลายกระบวนการประชาธิปไตยไปแล้ว หน้ารัฐสภา
วันที่โดนข้อหา 112

เริ่มตั้งแต่คืนนั้นเขาแชร์บทความของ บีบีซีไทย ในเฟสบุ๊คตอนที่เขาอยู่บราซิล พ่อก็กังวลมาก เลยโทรไปบอกเขา คืนนั้นพ่อนอนไม่หลับ เพราะพ่อคิดว่าเขากลับมาต้องมีสิทธิถูกล็อกตัว พ่อคิดว่าลูกสาวไม่ควรจะต้องมาติดคุกเพราะเรื่องนี้ พ่อพูดกับแม่ว่า บอกตูนว่าไม่ต้องกลับมา ให้อยู่ที่บราซิลเลยดีกว่า แล้วเขาจะส่งเสียเอง ซึ่งแม่บอกว่าไม่ได้หรอก แล้วจะส่งเสียไปถึงเมื่อไหร่ แล้วถ้าเกิดพ่อตายขึ้นมาก่อนแล้วใครจะส่งเสียเขาต่อ คือยังไงก็คงต้องกลับมาแล้วว่ากันอีกทีหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเราก็กังวลอยู่ว่าเขากลับมาแล้วจะได้เข้าประเทศรึเปล่า แต่ก็เข้าได้ไม่มีเหตุการณ์อะไร

หมายเพิ่งมาตอนต้นปีนี้ ตอนที่หมายมาเป็นวันเด็ก แม่ก็ไปต่างจังหวัด เขาก็ไปต่างจังหวัด ตูนกลับมาวันจันทร์เขาก็คิดว่าเป็นหมายปกติที่เป็นคดีราชภักดิ์ซึ่งเขาต้องไปขึ้นศาลอยู่เรื่อยๆ พอเขารู้ว่าเป็นหมายนี้ ก็เหมือนเดิมคือเขาไปปรึกษากับเพื่อนเขา แล้วก็มาบอกแม่ เป็นการ ‘แจ้งมาเพื่อทราบ’ เหมือนทุกครั้ง พ่อเขาก็มีความเห็นเหมือนกับเพื่อนๆ คือพ่ออยากให้ไปที่อื่นดีกว่า ถ้าเป็นคดีอื่นพ่อเขาก็ไม่คิดจะให้ไปที่อื่น อย่างคดีราชภักดิ์ ก็สู้กันไป ถ้าพิพากษามายังไงก็ตามนั้น แต่คดีนี้พ่อเขาก็คิดว่าไม่ต้องสู้อะไร ไปเถอะ

ตอนที่เขาต้องจากบ้านและครอบครัวไปทุกคนช็อก ความรู้สึกของแม่ตอนที่รู้ว่าเขาต้องไปแล้วไม่ได้กลับ มันบอกไม่ถูก เหมือนกับว่ามันอึ้งๆ จะร้องไห้ไหมมันก็ไม่ออก มันมีความรู้สึกว่านี่มันเป็นเรื่องจริงเหรอ แต่ตอนนั้นเราก็มีอะไรให้ต้องคิดเยอะเลย ว่าต้องเตรียมอะไรยังไง ต้องเอาโน้ตบุ๊กเขาไปซ่อม ประเด็นสำคัญเรื่องเงินทองที่เขาจะไม่มีใช้ ทุกอย่างต้องจัดการภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ก่อนหน้านี้เขาเคยคุยกับพ่อเรื่องทำนองนี้ ตอนนั้นเราคิดว่าถ้าเขามีความเห็นต่างแบบนี้ อยู่ประเทศอื่นเขาอาจจะมีความสุขกว่ามั้ง แต่พอเรื่องจริงเกิดขึ้นกับเรา มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย มันมีความรู้สึกว่า เหมือนลูกโป่งมันลอยไปแล้ว เรามองมันทั้งเสียดาย ทั้งเศร้า เหมือนมันจะไม่ลอยลงมาหาเราอีกแล้ว แล้วเราก็นึกถึงช่วงเวลาที่เขาเถียงกับพ่อ ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้ คนรอบตัวเขาก็โดนผลกระทบจากมาตรานี้ เขาเห็นว่ามาตรานี้ควรมีการเปลี่ยนแปลงเพราะมันไม่เป็นธรรมในสังคมระบอบประชาธิปไตย และบอกว่าถ้าเขาโดนมาตรานี้เขาจะขอลี้ภัยไปอยู่ที่อื่น

พอเขาไปแล้วเราก็มีความรู้สึกว่าหันมามองจริงจังกับเรื่องนี้ ซึ่งแต่ก่อนแม่ไม่ได้สนใจเลย เราไม่เคยคิดจะขยับเข้าไปใกล้มาตรา 112 ตั้งแต่แรกที่ลูกไปก็คิดว่า เรื่องแค่นี้เลยเหรอที่ทำให้เราต้องพลัดพรากกันขนาดนี้ คือเหมือนการจากมันมีจากเป็นกับจากตาย จากตายมันก็โหดร้าย แต่มันจบเร็ว แต่จากเป็นมันมีความทุกข์ใจ เศร้าใจ เป็นห่วงไปตลอด แล้วไม่ว่าลูกอยู่ใกล้อยู่ไกลแค่ไหน ในยามที่เขามีความทุกข์ พ่อแม่ก็จะต้องเป็นห่วงเขาเป็นธรรมดา พ่อก็รู้สึกอาจจะยิ่งกว่าแม่ เพราะเขาก็รักมาก ตอนนี้ที่บ้านก็เหมือนซอมบี้ มันมีบรรยากาศอึมๆ ครึมๆ เป็นห่วงเขามากว่าเขาจะอยู่ยังไง อนาคตเขาจะเป็นแบบไหน

 

พอเป็นแบบนี้เคยคิดไหมว่าเขาไม่น่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางการเมือง

ตั้งแต่ตอนแรกที่ตูนโดน ความคิดพวกนี้ไม่มีอยู่ในหัวเลย พอเขาต้องไปก็คิดแค่ว่าทำยังไงให้เขาไปอยู่ที่อื่นโดยปลอดภัยได้แน่ๆ พอหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเป็นอาทิตย์ แม่ก็เริ่มหาข้อมูล เริ่มหาตัวบทของมาตรานี้ เริ่มอ่านเคสต่างๆ รู้เกี่ยวกับมาตรานี้เยอะขึ้น แล้วแม่ก็ไม่รู้ว่าเข้าข้างลูกมากเกินไปรึเปล่า เหมือนกับคนที่เรารักโดน เราก็จะมีความไม่เป็นกลาง เราเข้าใจคนที่เขาต่อต้านมาตรานี้ว่าเขามีความคิดอะไรยังไง เราก็คิดว่ามันไม่น่าขนาดนี้เลย ทั้งโทษที่หนักไป ความผิดที่ไม่ชัดเจน ความผิดครอบคลุมกว้างขวาง ใครฟ้องก็ได้ เกิดการกลั่นแกล้งกันโดยใช้มาตรานี้อย่างที่มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วการพิพากษาก็ค่อนข้างเห็นชัดเจนว่าเป็นยังไงสำหรับคดีนี้ ถึงได้เข้าใจว่ามาตรานี้ที่เขามีการรณรงค์ปรับเปลี่ยนแก้ไขยกเลิกเพราะอะไร

แล้วก็เพิ่งมารู้ว่าครอบครัว ยังไงก็มีความรักกันโดยสายเลือด น้องสาวของตูนจะบุคลิกตรงข้ามกับเขา ถ้าคนภายนอกดูก็จะรู้สึกว่าพี่สายโหด น้องจะสายอ่อนโยน แต่จริงๆ สองคนนี้แกนในเขาแข็งพอๆ กัน พี่ก็ไม่ยอมน้อง น้องก็ไม่ยอมพี่ ปะทะคารมกันทีก็ไม่มีใครยอมใคร มีเรื่องทะเลาะกันมาประมาณ 4 เดือนแล้ว ไม่พูดกันเลย อยู่กันมาแบบอึดอัด พอถึงวันที่พี่เขาต้องไป น้องไม่อยู่เพราะน้องอยู่หอ กลับบ้านเฉพาะศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันที่พี่ตูนไปคือวันอังคาร แม่ก็ไม่ได้บอกน้องเพราะช่วงนั้นเราไม่กล้าที่จะบอกใคร ห่วงความปลอดภัยของตูน จนกระทั่งวันที่ไปรับน้องกลับบ้าน แล้วเล่าให้ฟังในรถ น้องก็ซึมไปเลย เป็นความรู้สึกสูญเสีย ร้องไห้ ซึ่งแม่ก็ร้องไห้ บอกว่าพี่ตูนเขาไปแล้วนะ ไม่ได้กลับแล้ว แล้วเขาก็วิดีโอคอลคุยกัน พอเราเห็นพี่น้องพอถึงเวลาต้องพลัดพรากจากกันจริงๆ มันจะลืมเรื่องอื่นทั้งหมดไปเลย

แล้วตอนนี้มันก็ยังเป็นความทุกข์ใจของที่บ้าน เขาไปตั้งแต่ 16 มกรา วันเกิดเขาวันที่ 5 กุมภา เราก็ไม่ได้อวยพรเลย ก็เลยทำการ์ดกันสามคนพ่อแม่ลูกแล้วก็ส่งไปให้เขา แล้วตอนนี้ก็วาเลนไทน์ แต่ก่อนทุกปีแม่จะให้ช็อคโกแลตเขาทั้งคู่ ปีนี้น้องก็มาบอกว่า แม่ไม่ต้องซื้อให้หนูแล้วนะ เพราะว่าพี่ตูนก็ไม่ได้ หนูก็ไม่ได้เหมือนกันดีกว่า

บางคนบอกว่าทำไมไม่ให้เขาไปรายงานตัว ถ้าติดคุกจริงๆ ก็แค่ 5 ปี ถ้ารับสารภาพก็ 2 ปีครึ่ง เหมือนคดีของไผ่ พ่อบอกว่าพ่อไม่เห็นด้วย พ่อบอกว่าสถานที่นั้นไม่ใช่ที่อยู่ของลูก ถ้าลูกฆ่าคนตายหรือไปทำให้คนเดือดร้อนแล้วต้องไปอยู่แบบนั้น พ่อเขารับได้ แต่กับเรื่องนี้ให้ลูกไปอยู่แบบนั้นกลับมาเขาก็ต้องไม่ได้ลูกคนเดิม เพราะสภาพจิตใจของตูนจะต้องเปลี่ยนไปแน่นอน เหมือนเขาจะได้รับโทษในสิ่งที่เขาคิดอยู่แล้วว่ามันไม่ถูกต้อง มันยิ่งทำร้ายจิตใจเขา ถ้าต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแบบนั้นก็จะสร้างความโกรธแค้นต่อจิตใจเขามากขึ้น ให้ลูกไปเผชิญปัญหาข้างหน้าอยู่ข้างนอกยังดีกว่าต้องไปอยู่ในนั้น พ่อเขาคิดแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่ลูกแชร์โพสต์ที่บราซิลแล้ว พ่อเขาเป็นทนายด้วย ก็เลยจะรู้เรื่องอะไรพวกนี้เยอะกว่าแม่

สภาพจิตใจของครอบครัวตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

ก่อนหน้านี้ตอนเราอยู่ด้วยกัน ความคิดเห็นไม่ตรงกันเราก็จะหงุดหงิดกันบ้าง แต่ตอนนี้มันรู้สึกถึงความรัก ความคิดถึงกัน น้องสาวก็ห่วงพี่เขา ห่วงพ่อแม่ ห่วงสภาพจิตใจในครอบครัว แล้วเหมือนเราก็ไม่อยากคุยเรื่องแบบนี้กับใครมากขึ้น มันมีความซึมเศร้า พอคุยกับบางคนที่เขาไม่ได้เจอกับตัวเอง เขาก็มีความคิดเห็นว่า “สมน้ำหน้า” หรือ “ก็มันทำมันก็ต้องได้รับผล” บางคนก็มาถามเราแต่บางครั้งคำพูดมันก็ยิ่งทำให้เราแย่ลงไปอีก ขนาดคนที่เราสนิท พอเขารู้เรื่องจากที่ตูนโพสต์ว่าโดนข้อหา 112 เขาโทรมาบอกว่า เนี่ย น่าสงสารแม่กับพ่อจริงๆ เลย เรารู้สึกปรี๊ดขึ้นมา เราน่าสงสารตรงไหน เหมือนกับลูกเรามันแย่มันเลว ทำให้พ่อแม่ต้องน่าสงสารในสายตาคนอื่น ซึ่งจริงๆ เรามองกลับกันว่าลูกเราไม่ควรจะต้องโดนถึงขนาดนี้ แต่บางคนที่เขารับรู้เรื่องแบบนี้มาเขาก็เข้าใจหัวอกแล้วก็ให้กำลังใจ ช่วยเหลือกัน

ตอนนี้เชื่อมั่นในการ์ตูนไหม

การ์ตูนเหมือนจะเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง แต่จริงๆ เขาเซ้นสิทีฟเยอะ อารมณ์เขาไม่นิ่งพอ เจอเรื่องกระทบที่ไม่ถูกใจขึ้นมาก็จะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แล้วไปอยู่ไกลขนาดนั้น ไปอยู่ในถิ่นที่ไม่ได้ใช้ภาษากำเนิด สถานะก็ปรับเปลี่ยนไป ความสะดวกสบายก็ไม่มี แม่ว่าก็ต้องลำบากแน่นอน ตอนนี้เขาทำเรื่องขอสถานะอยู่ถ้าไม่ได้ขึ้นมา ก็ทำงานไม่ได้ ปริญญาที่จบไปก็เหมือนไม่มีค่าในต่างแดน แล้วเขาก็จะมีความรู้สึกว่าอายุขนาดเขา เขาไม่อยากมาเป็นที่เดือดร้อนของพ่อแม่ เขาก็จะดิ้นรนให้มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ แต่ดีอย่างที่ตอนนี้เขาก็เริ่มแฮปปี้กับสถานที่กับผู้คนแล้ว และถ้าเขาได้รับสถานะแล้วการที่เราจะไปหาเขามันก็ไม่ใช่เรื่องยาก

แม่ภูมิใจที่เขาเป็นเด็กมีความคิด เป็นคนกล้าแสดงออกทางความคิด แต่ส่วนที่แม่ไม่ค่อยประทับใจเขาก็คือ  เวลาใครเห็นต่างจากเขา เขาก็จะแรงๆ เหมือนกัน ซึ่งอันนี้แม่ก็คิดว่าเขาน่าจะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง แต่เราก็ไม่รู้ว่าโลกของเขาเขาเผชิญกับความขัดแย้งมาเยอะจนกระทั่งต้องมองโลกแบบนั้นรึเปล่า

เขาไม่ค่อยคุยเรื่องการเมืองกับแม่ จะเป็นแบบ ‘แจ้งมาเพื่อทราบ’ ฟูลสต็อป จบ ประมาณนั้น แล้วเขาก็รู้ว่าทำไปแม่ก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ เราก็จะห่วงความปลอดภัยเขา แต่เราก็ไม่เคยห้าม ที่เขาแสดงออกมันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เขาก็เต็มที่ไปในสิ่งที่เขาจะทำ แล้วเขาก็มีวุฒิภาวะพอในการตัดสินใจ ถึงแม้ทางที่เขาเลือกเดินเราจะรู้สึกว่า อย่าไปเลยทางนั้นมันลำบาก มาทางนี้ดีกว่า อยากบอกแต่ก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์ ฝืนใจกันเปล่าๆ ก็เลยไม่พูด

ที่บ้านมีเจ้าหน้าที่มาสอบถามอะไรบ้างไหม

ยังเลย แต่ก่อนหน้านี้ที่เขาทำกิจกรรมตอนอยู่มหาวิทยาลัยมีเยอะเลย เยอะแบบเปิดบ้านต้อนรับ บางทีเราจะออกไปธุระข้างนอก เขาก็จะมาแบบไม่มีการแจ้งมาก่อน ข้างบ้านก็จะมองในแง่ว่า มาอีกแล้วทหาร มาปรับทัศนคติ แต่พอดีหมู่บ้านที่อยู่ส่วนใหญ่ก็มีความคิดเห็นไปในแนวเดียวกับการ์ตูน เราเลยไม่ค่อยอึดอัดใจกับเพื่อนบ้านเท่าไหร่

ตอนนี้กลัวไหม

ในแง่ของพ่อกับแม่ เราเลยจุดความกลัวมาแล้ว เรามีความรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำผิด การที่ลูกเราได้รับผลขนาดนี้ก็เกินไปแล้ว และไม่สามารถสู้ในชั้นศาล ถ้าสู้ก็คือแพ้อยู่แล้ว

แม่เป็นนักบัญชี ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง มีความรู้สึกว่ามันน่าเบื่อหน่ายมาก พอเจอเหตุการณ์นี้เราก็ค้นคว้าศึกษา เราอยากรู้จริงๆ ว่าคดีนี้มันเป็นยังไง พออ่านแล้วก็รู้สึกว่า เหมือนกับผู้หญิงทำไมแต่งงานแล้วต้องใช้นาง เพราะผู้ชายเขียนกฎหมาย เรารู้สึกว่ามันเป็นการเขียนกฎหมายโดยไม่ชอบธรรม เราโชคไม่ดีที่อยู่ในประเทศที่เราไม่ได้มีส่วนในการเขียนกฎหมาย เราได้รู้ละเอียดขึ้น เยอะขึ้น แล้วเราก็รู้ว่าสิ่งที่ลูกคิด ลูกพูดที่ผ่านมามันมีเหตุมีผล

อย่างกรณีไผ่ หรืออย่างของการ์ตูน เรารู้ว่าเด็กเขาทำไปด้วยความกล้าของเขา บางทีเด็กก็มีความกล้ากว่าคนที่ผ่านโลกมาเยอะ มันน่าจะให้โอกาสเขามากกว่านี้ แล้วกลายเป็นว่าทำให้คนรู้สึกไม่พอใจกับมาตรานี้มากขึ้น จากคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวแต่พอมารู้ผลกระทบแล้วมันก็รู้สึกว่าอะไรกันขนาดนี้ มันไม่ควรเป็นความผิดตั้งแต่แรก แต่พอทัศนคติไม่ตรงกัน ก็ต้องไปจำกัดสถานที่เขา จำกัดอนาคตเขา จำกัดความคิดเห็นเขา จำกัดการแสดงออก จำกัดไปหมดเลย มันอยู่ด้วยกันแบบนี้ไม่ได้หรอก เหมือนอย่างที่บ้านเราก็ทัศนคติต่างแต่อยู่กันได้ เคารพความเห็นของแต่ละคน ประคองให้อยู่ด้วยกันได้ สังคมก็ต้องมีความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อทางด้านจิตใจกันมากกว่านี้