Posted: 08 Feb 2018 02:58 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ไทยถูกจัดให้เป็นประเทศ ‘ไม่เสรี’ ได้คะแนนเสรีภาพโลก 31 จาก 100 คะแนนเท่ากับเมียนมาร์และต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในรายงานปี 2561 ของฟรีดอมเฮาส์ที่สำรวจพบว่าประชาธิปไตยทั่วโลกกำลังถดถอย ขณะที่จีนและรัสเซียกำลังพยายามแผ่อิทธิพลแนวทางอำนาจนิยมไปยังประเทศต่างๆ8 ก.พ. 2561 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนทำวิจัยด้านประชาธิปไตยและเสรีภาพทางการเมือง มีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายงานเสรีภาพโลกปี 2561 โดยสรุปสถานการณ์ปี 2560 ว่าประชาธิปไตยเผชิญกับภาวะวิกฤตมากที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา เพราะหลักการพื้นฐานทั้งหลายถูกโจมตีทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นการรับรองเรื่องการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม สิทธิของชนกลุ่มน้อย เสรีภาพสื่อ และหลักนิติธรรม

ฟรีดอมเฮาส์ระบุว่ามี 71 ประเทศที่สถานการณ์ด้านสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองแย่ลง นับว่าแย่ลงติดต่อกันเป็นปีที่ 12 ขณะที่มี 35 ประเทศเท่านั้นที่มีปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ดีขึ้น และแม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็ล่าถอยออกจากบทบาทการเป็นผู้นำและตัวอย่างที่ดีในทางประชาธิปไตยแบบที่เคยเป็นมาตลอด โดยที่แม้แต่ในสหรัฐฯ เอง สิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองก็ลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว

ไมเคิล เจ อบราโมวิตซ์ ประธานของฟรีดอมเฮาส์ระบุว่า “นับตั้งแต่จบยุคสงครามเย็นเป็นต้นมาเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จพ่ายแพ้และเสรีนิยมประชาธิปไตยได้รับชัยชนะในการต่อสู้แห่งครั้งใหญ่ของอุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 20″ แต่ในทุกวันนี้กลับเป็นประชาธิปไตยที่อ่อนแรงลง

รายงานของฟรีดอมเฮาส์ระบุว่าประเทศอย่างตุรกีและฮังการีเริ่มถลำลงสู่การปกครองแบบอำนาจนิยมมากขึ้น ส่วนเมียนมาร์ที่แม้จะเริ่มเปิดเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นบ้างตั้งแต่ปี 2553 แต่ในปีที่แล้วก็มีเหตุกวาดล้างเผ่าพันธุ์ที่น่าสะเทือนขวัญ ขณะเดียวกันประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ในทางประชาธิปไตยก็มีปัญหาหนักในบ้านตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ การแตกขั้วต่างๆ ปัญหาการก่อการร้าย การทะลักของผู้ลี้ภัย ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการกลัว “ความเป็นอื่น” มากขึ้น

รายงานยังเน้นพูดถึงเรื่องการเข้ามามีบทบาทนำของฝ่ายขวาทางการเมืองในพื้นที่รัฐสภาหลายประเทศ พรรคการเมืองที่มีฐานอำนาจดั้งเดิมทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเริ่มได้รับความนิยมลดลง และมีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล ที่น่าเป็นห่วงไปกว่านั้นคือเรื่องที่คนหนุ่มสาวที่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการต่อต้านเผด็จการมาก่อนอาจจะสูญเสียศรัทธาหรือความสนใจในโครงการด้านประชาธิปไตย เสี่ยงต่อการทำให้รู้สึกเฉยชา

ฟรีดอมเฮาส์ระบุว่าขณะที่ประชาธิปไตยดูถดถอย ประเทศที่เป็นเผด็จการอย่างจีนและรัสเซียก็ฉวยโอกาสนี้ในการกดขี่ข่มเผงภายในมากขึ้นไปพร้อมๆ กับการแผ่ขยาย “อิทธิพลเลวร้าย” ไปยังประเทศอื่น โดยพวกเขามองว่ามีประเทศอื่นๆ ที่เริ่มเอาสองประเทศนี้เป็นแบบอย่างในการไม่เห็นคุณค่าของประชาธิปไตยและไม่ทนกับกลุ่มที่ต่อต้าน การสูญเสียประชาธิปไตยเช่นนี้ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงด้วย

“ขณะที่รัฐบาลประชาธิปไตยอนุญาตให้ผู้คนช่วยกันตั้งกฎกติกาที่ผู้คนต้องเคารพร่วมกันได้ และผู้คนมีส่วนร่วมชี้นำทิศทางการใช้ชีวิตและการงานของตนเอง สิ่งนี้จะช่วยรักษาการเคารพสันติภาพ การเล่นในกติกา และการประนีประนอมในวงกว้างกว่านี้ ส่วนเผด็จการนั้นจะออกกฎเกณฑ์ตามอำเภอใจกับพลเมืองแต่ก็ละเลยกฎทุกกฎที่ออกมาเสียเอง ทำให้เกิดวงจรการใช้อำนาจผิดๆ กับการทำให้เกิดความสุดโต่งวนเวียนไปเรื่อยๆ” ฟรีดอมเฮาส์ระบุ

พวกเขายังเผยแพร่คะแนนเสรีภาพของโลกประจำปี 2561 โดยที่ประเทศไทยได้คะแนน 31 คะแนนเท่ากับเมียนมาร์ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วถือว่าน้อยกว่า มาเลเซีย (45 คะแนน) สิงคโปร์ (52 คะแนน) อินโดนีเซีย (64 คะแนน) และฟิลิปปินส์ (62 คะแนน)

ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับต้นๆ เป็นประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่างฟินแลนด์, สวีเดน และนอร์เวย์ ที่ได้เต็ม 100 คะแนน ประเทศอื่นๆ ที่ได้คะแนนใกล้ๆ กันได้แก่ แคนาดา (99 คะแนน) เนเธอร์แลนด์ (99 คะแนน) ออสเตรเลีย (98 คะแนน) นิวซีแลนด์ (98 คะแนน) เดนมาร์ก (97 คะแนน) ไอซ์แลนด์ (95 คะแนน) สเปน (94 คะแนน) ชิลี (94 คะแนน) อุรุกวัย (98 คะแนน) เป็นต้น รองลงมาคือกลุ่มประเทศยุโรปกลางและสหรัฐฯ (86 คะแนน) กานา (83 คะแนน) มองโกเลีย (85 คะแนน) เป็นต้น

ประเทศที่รั้งท้ายได้แก่ ซีเรียกับซูดานใต้ที่มีสงครามกลางเมืองโดยที่ซีเรียเองประสบปัญหาการสู้รบกันของเผด็จการด้วยซึ่งเป็นประเทศที่ได้ -1 คะแนน ตามมาด้วยเอริเทรียและเกาหลีเหนือซึ่งเป็นประเทศรัฐตำรวจปิดตัวเองจากโลกภายนอก (hermetic police state) ที่อยู่ท้ายตารางถัดจากนั้นคือประเทศฉกฉวยผลประโยชน์ทรัพยากรน้ำมันอย่าง เติร์กเมนิสถาน กับ อิเควทอเรียลกินี และซาอุดิอาระเบียที่เป็นประเทศสมบูรณาญาสิทธิราชย์

สำหรับประเทศไทยนั้นยังคงถูกจัดอยู่ในสถานะ “ไม่เสรี” โดยทำการวัดผลจากตัวชี้วัดต่างๆ ทั้งสิทธิด้านการเมืองและเสรีภาพพลเมือง เช่น เรื่องกระบวนการเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมและพหุนิยมทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการจัดตั้งและชุมนุม โดยที่ไทยได้คะแนนแย่ทั้งด้านสิทธิด้านการเมืองและเสรีภาพพลเมือง เสรีภาพสื่อและเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตถูกจัดอยู่ในระดับไม่เสรี

ฟรีดอมเฮาส์ระบุอีกว่าในขณะที่สหรัฐฯ กำลังมีปัญหาในบ้านตัวเองและถกเถียงกันเรื่องลำดับความสำคัญของการต่างประเทศ กลุ่มผู้นำเผด็จการอย่างรัสเซียและจีนก็พยายามบ่อนทำลายประชาธิปไตยประเทศอื่นและแผ่ขยายแนวทางอำนาจนิยมไปเรื่อยๆ ทำลายระบบการเลือกตั้งเช่นวิธีการล็อกผู้ชนะ สื่อก็ถูกครอบงำไปด้วยปากกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อรัฐบาลสร้างภาพให้ผู้นำดูมีความรอบรู้ไปทุกเรื่อง และมีการเซ็นเซอร์กับการชักใยให้ส่งเสริมรัฐบาลพร้อมทั้งทำให้ประชาชนสับสนจากการหลอกลวงและปลอมแปลง

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่รัสเซียนำโดยวลาดิเมียร์ ปูติน ชักใยให้เกิดการใช้ข้อมูลเผยแพร่ข้อมูลเท็จช่วงก่อนเลือกตั้งในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ฝรั่งเศส และเยอรมนี มีการผูกพันธะกับพรรคการเมืองที่เกลียดกลัวคนนอกทั่วยุโรป ทำการข่มขู่หรือรุกรานเพื่อนบ้าน รวมถึงเป็นแหล่งให้ความช่วยเหลือด้านการทหารทางเลือกสำหรับผู้นำเผด็จการตะวันออกกลาง ฟรีดอมเฮาส์เชื่อว่าเป้าหมายหลักของรัสเซียคือการทำลายรัฐประชาธิปไตยและสถาบันอย่างสหภาพยุโรปที่เชื่อมร้อยรัฐเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

ทางด้านจีนนั้น ฟรีดอมเฮาส์มองว่าพวกเขาพยายามสร้างโฆษณาชวนเชื่อและการเซ็นเซอร์เพื่อแผ่ขยายตัวเองโดยอาศัยเครื่องมือทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์เพื่อส่งอิทธิพลต่อประชาธิปไตยในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ บีบให้หลายประเทศส่งผู้ลี้ภัยชาวจีนกลับประเทศตัวเอง ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลที่กดขี่ข่มเหงประชาชนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา ขณะที่รัสเซียเล่นบทเอาชนะโดยการชกใต้เข็มขัดคู่ต่อสู้ แต่จีนดูจะเป็นประเทศที่พยายามทำตัวเป็นผู้นำโลกอย่างจริงจัง

เรียบเรียงจาก

รายงาน Freedom of the World 2018, Freedom House
https://freedomhouse.org/report/freedom-world/freedom-world-2018