Posted: 09 May 2018 10:45 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

กลุ่มแนวร่วมนำโดยมหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกฯ อายุ 92 ปี ชนะเลือกตั้งทั่วไปมาเลเซีย กวาด 117 ที่นั่งอย่างเป็นทางการ แซงหน้าแนวร่วมรัฐบาล นาจิบ ราซัค อดีตนายกฯ ที่ต้องลงจากตำแหน่งยังไม่ยอมรับว่ามีพรรคใดได้เสียงข้างมาก ต้องให้ประมุขรัฐตัดสินใจใครจะเป็นนายกฯ พิธีสาบานตนถูกเลื่อนจากเช้านี้ไปยังไม่มีกำหนด

มหาธีร์ โมฮัมหมัด ที่เวทีที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ เมื่อปี 2546 (ที่มา:วิกิพีเดีย)

10 พ.ค. 2561 เวลา 02.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นของมาเลเซีย สำนักข่าวเดอะสเตรตไทม์ของสิงคโปร์รายงานว่า ผลการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศมาเลเซียได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากกรรมการการเลือกตั้ง กลุ่มแนวร่วมแห่งความหวัง (Pakatan Harapan – PH) และพันธมิตรได้ที่นั่งในรัฐสภาเกิน 112 ที่นั่งจากทั้งหมด 222 ที่นั่ง เพียงพอต่อการตั้งรัฐบาล หมายความว่า มหาธีร์ โมฮัมหมัด หัวหน้ากลุ่ม PH จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของมาเลเซีย ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มีอายุมากที่สุดในโลกด้วยอายุ 92 ปี

การเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองครั้งนี้ยังเป็นการยุติการปกครองประเทศของแนวร่วมรัฐบาล ‘แนวร่วมแห่งชาติ (ฺBarisan Nasional-BN) นำโดยพรรคอัมโน ที่ยาวนาน 6 ทศวรรษ

พรรค PH ชนะไป 109 ที่นั่ง และพรรคมรดกซาบาห์ หรือ Warisan ที่เป็นพันธมิตรได้ไปหกที่นั่ง นอกจากนั้นยังมีผู้แทนอิสระอีกสองคนเข้ามาร่วมกลุ่มด้วย ทำให้ยอดรวมของพรรค PH และกลุ่มพันธมิตรมีทั้งหมด 117 คน

ทั้งนี้ หัวหน้าเลขานุการของกลุ่ม PH กล่าวกับมาเลเซียกินีเมื่อเที่ยงวันนี้ว่าแนวร่วมของกลุ่ม PH เพิ่มขึ้นเป็น 122 คน

แม้จะมีผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อเช้ามืดวันนี้ แต่นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่กำลังจะต้องลงจากตำแหน่งออกมาแถลงข่าวในช่วง 11.00 น. ของวันนี้ว่า ไม่มีพรรคใดได้รับเลือกเกินกึ่งหนึ่งของสภา หมายความว่าไม่มีใครสามารถตั้งรัฐบาลได้ จึงจำเป็นต้องให้สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 ผู้ดำรงตำแหน่งยังดีเปอร์ตวนอากง ประมุขรัฐของมาเลเซียตัดสินใจว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ของมาเลเซียคนที่ 7 โ่ดยพรรค BN จะเคารพการตัดสินใจของประมุขแห่งรัฐ

มาเลเซียกินีรายงานว่า พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของมหาธีร์ที่ถูกกำหนดให้มีขึ้นในเช้าวันนี้ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดวันและเวลา โดยทางกลุ่ม PH หวังว่าพิธีสาบานตนจะมีขึ้นในเย็นวันนี้เพื่ออุดสุญญากาศทางการเมือง

หัวหน้ากลุ่มอัมโน่รุ่นเยาว์ (Umno Youth) ไครี จามาลุดดีน กล่าวกับนักข่าวที่งานปาร์ตี้ที่บ้านของประธานาธิบดีนาจิบ ราซัคว่า รัฐบาลร่วมจะยอมรับเจตจำนงของประชาชน

“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องเคารพเจตจำนงของประชาชน และต้องมั่นใจว่าผลการเลือกตั้งจะได้รับการเคารพ แล้วเราจะเดินหน้าต่อไป” ไครีกล่าว

ไครีทวีตในช่วงเที่ยงคืน หลังจากผลการเลือกตั้งเกือบจะนับครบทุกเขตแล้วว่า “ชาวมาเลเซียได้ส่งเสียงแล้ว และเสียงของประชาชนนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ ขอให้มาเลเซียโชคดีและขอบคุณผู้ลงคะแนนเสียงที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อชาติ”.

เมื่อคืนวันที่ 9 พ.ค. เวลา 21.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นของมาเลเซีย มีรายงานในเว็บไซต์มาเลเซียกินีว่าหัวหน้าพรรคการเมือง และรัฐมนตรีว่าการในพรรคร่วมรัฐบาล BN 2 คน และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 4 คน แพ้การเลือกตั้ง ส.ส. ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 มาเลเซีย

นับคะแนนเลือกตั้งมาเลเซีย 2018 ฝ่ายค้านแซงชนะรัฐบาล-รัฐมนตรีสอบตกแล้ว 6 ราย

Liow Tiong Lai หัวหน้าพรรคสมาคมชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน หรือ MCA และยังเป็น รมว.คมนาคม แพ้การเลือกตั้งที่เขต Bentong รัฐปาหัง ให้กับ Wong Tack จากพรรคกิจประชาธิปไตย หรือ DAP

ส่วน S Subramaniam หัวหน้าพรรคมาเลเซียอินเดียคองเกรส หรือ MIC ซึ่งเป็น รมว.สาธารณสุข แพ้การเลือกตั้งให้กับ Edmund Santhara จากพรรคยุติธรรมประชาชนหรือ PKR ที่เขต Segamat รัฐยะโฮร์

มาเลเซียกินีรายงานด้วยว่า Mah Siew Keong ผู้นำพรรค Gerakan ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่งก็กำลังแพ้คะแนนให้กับ David Nga จากพรรค DAP

นอกจากนี้มีรัฐมนตรีระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการที่แพ้เลือกตั้งได้แก่ Razali Ibrahim รมช.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรค UMNO แพ้ที่เขต Muar รัฐยะโฮร์

Chua Tee Yong รมช.การค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม จากพรรค MCA แพ้ที่เขต Labis รัฐยะโฮร์

Hamim Samuri รมช.ทรัพยากรธรรมชาติ จากพรรค UMNO แพ้ที่เขต Ledang รัฐยะโฮร์ และ Nogeh Gumbek รมช.เกษตร จากพรรคประชาธิปไตยซาราวักก้าวหน้า (SPDP) แพ้ที่ Mas Gading รัฐซาราวัก

อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัย ไม้เบื่อไม้เมาฝ่ายค้าน สู่ผู้ท้าชิงรัฐบาล

สำหรับผู้นำพรรคฝ่ายค้าน มหาธีร์ โมฮัมหมัด อายุ 92 ปี เกิดที่อลอร์สตาร์ รัฐเคดาห์ เขาเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัยของมาเลเซียระหว่างปี พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2546 และก่อนหน้านี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับฝ่ายค้านซึ่งนำโดยอันวาร์ อิบราฮิม-หลิมกิตเสียง มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 2558 ที่มีกรณีอื้อฉาวเกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีนาจิป ราซัก ซึ่งถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ จากกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย หรือ 1MDB ทำให้เขาออกมาวิจารณ์นาจิปบ่อยครั้ง

ขณะเดียวกันนาจิปเองก็สั่งปลดรัฐมนตรีหลายคนที่เรียกร้องให้เขาออกมาอธิบายเรื่องนี้รวมทั้งมุไฮยิดดิน ยาซิน (Muhyiddin Yasin) รองนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.จากรัฐยะโฮร์ ทำให้ต่อมาเขาออกไปตั้งพรรคเบอซาตู (Bersatu) หรือ PPBM ในเดือนกันยายน 2559 ซึ่งเขาเชิญมหาธีร์เข้าร่วมด้วย

มหาธีร์ปรากฏตัวในที่การชุมนุมใหญ่ของเบอเซะ หรือ “Bersih 4.0” ที่จัดโดยฝ่ายค้าน อดีตคู่อริของเขาที่จัตุรัสเมอร์เดก้า ระหว่าง 29-30 สิงหาคม 2558

โดยในการชุมนุมดังกล่าวผู้ที่ช่วยพามหาธีร์ ฝ่าฝูงชนเข้ามาในจัตุรัสเมอเดก้า ก็คือ ฉัว เทียนชาง หรือ “เทียนฉัว” ส.ส.ฝ่ายค้านพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) ซึ่งในสมัยที่มหาธีร์เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2544 เทียนฉัว เคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน (ISA) มาแล้ว โดยเขาถูกรัฐบาลมหาธีร์กล่าวหาว่าเตรียมโค่นรัฐบาลด้วยการใช้ “ระเบิด เครื่องยิงลูกระเบิด ระเบิดขวด สะเก็ดลูกปืน และอาวุธอันตรายอื่นๆ”

เทียนฉัวให้สัมภาษณ์ในเวลานั้นว่า “มหาธีร์มีสิทธิที่จะแสดงออกว่าเขาสนับสนุน (Bersih 4.0) แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะลืมไปว่าส่วนหนึ่งของปัญหาทุกวันนี้ก็มาจากระบบที่มหาธีร์สร้างขึ้น ในขณะที่พื้นที่ประชาธิปไตยกลับถูกปิดลง” เขากล่าวต่อว่า “ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ประชาชนต้องลุกฮือกันในวันนี้” (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ท่าทีของมหาธีร์ยิ่งมาทางฝ่ายค้านมากขึ้น หลังจากมุคริซ มหาธีร์ บุตรชาย ถูกบีบจากรัฐบาลนาจิปให้ลาออกจากตำแหน่งมุขมนตรีรัฐเคดาห์ เมื่อกุมภาพันธ์ 2559 และในเดือนกันยายน 2559 เขาก็เข้าร่วมกับพรรค PPBM ที่แยกตัวออกมาจากรัฐบาลนาจิป

และในเดือนพฤศจิกายน 2559 พรรค PPBM ก็เข้าร่วมกับพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน “พันธมิตรแห่งความหวัง” (Pakatan Harapan) หรือ PH

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ของมาเลเซีย พรรคฝ่ายค้านเลือกคู่อริเก่าของพวกเขาคือ “มหาธีร์ โมฮัมหมัด” เป็นประธานแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน และถูกวางตัวเป็นผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนภรรยาของอันวาร์ อิบราฮิม คือวัน อาซีซะห์ วัน อิสมาอิล ถูกวางตัวเป็นรองนายกรัฐมนตรี

ผู้นำฝ่ายค้านซึ่งถูกจองจำ และการคืนดีของมหาธีร์

ส่วนอันวาร์ อิบราฮิม แกนนำสำคัญของแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน เคยถูกมหาธีร์ปลดออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2542 และถูกฟ้องจำคุกข้อหาคอร์รัปชันและร่วมเพศทางทวารหนัก ต่อมาหลังจากพ้นโทษเมื่อปี 2547 และพ้นกำหนดห้ามรับตำแหน่งการเมืองในปี 2551 เขาก็ลับมาเล่นการเมืองในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน

อย่างไรก็ตามเขาถูกฟ้องในข้อหาร่วมเพศทางทวารหนักอีกครั้งในปี 2551 ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องเมื่อมกราคม 2555 แต่เขาถูกศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินเมื่อ 4 มีนาคม 2557 ให้ควบคุมตัวเขาระหว่างดำเนินคดี อย่างไรก็ตามในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลสูงสุดของมาเลเซียก็มีคำตัดสินสนับสนุนคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และยืนยันโทษจำคุก ซึ่งผู้สนับสนุนเขาเห็นว่าคดีนี้เป็นข้อกล่าวหาทางการเมือง

อนึ่งรายงานในหนังสือพิมพ์ภาษาจีนในมาเลเซีย Sin Chew Daily เมื่อ 12 มีนาคม 2561 มหาธีร์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าหากเขาสามารถย้อนเวลาได้เขาจะไม่ตัดสินใจไล่อันวาร์ อิบราฮิมออกจากตำแหน่งรองรายกรัฐมนตรี และกล่าวด้วยว่าเขาขอสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำให้ประชาชนเกลียดเขาอีกแล้ว

ส่วนอันวาร์ซึ่งปัจจุบันถูกย้ายที่จองจำมารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากการผ่าตัดไหล่ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม เรียกร้องให้ประชาชนเข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงด้วยการเลือกพรรคฝ่ายค้าน โดยตัวของอันวาร์นั้นคาดหมายว่าจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 8 มิถุนายนนี้