WASHINGTON —

ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ นิกกี้ เฮลลีย์ (Nikki Haley) เตือนรัฐบาลซีเรียว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีด้วยขีปนาวุธใส่ซีเรียอีกครั้ง หากรัฐบาลซีเรียยังไม่หยุดใช้อาวุธเคมีโจมตีใส่ประชาชน หลังเพิ่งยิงขีปนาวุธ 105 ลูกใส่โรงงานผลิตอาวุธเคมีของซีเรีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทูตเฮลลีย์ กล่าวกับสถานีข่าว Fox News ว่า “หากประธานาธิบดีบะชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย ยังไม่หยุด การโจมตีก็จะยังมีอยู่ต่อไป” และว่า “สหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้มีการใช้อาวุธเคมีอีก แม้จะปริมาณน้อยนิดก็ตาม”

ขณะเดียวกัน ทูตเฮลลีย์ยังได้กล่าวกับสถานีข่าว CBS News ในวันอาทิตย์เช่นกันว่า สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการลงโทษชุดใหม่ต่อรัสเซีย ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย โดยจะมีการประกาศมาตรการลงโทษชุดใหม่ในวันจันทร์นี้ ซึ่งจะมุ่งเป้าไปที่บริษัทผู้จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธเคมีของซีเรีย

โดยทูตเฮลลีย์ยอมรับด้วยว่า เวลานี้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ – รัสเซีย อยู่ในจุดตกต่ำ


FILE – President Trump speaks in the Diplomatic Reception Room of the White House on, April 13, 2018, in Washington, about the United States’ military response to Syria’s April 7 chemical weapons attack.

ทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุทางทวิตเตอร์ในวันอาทิตย์ว่า การโจมตีซีเรียเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ และเฉพาะเจาะจง โดยวิธีเดียวที่สำนักข่าวปลอมจะทำให้ผลงานของตนครั้งนี้ดูด้อยค่าลงได้ คือการพยายามล้อเลียนที่ตนใช้คำว่า ‘Mission Accomplished.’ หรือ “ภารกิจเสร็จสมบูรณ์” ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นคำพูดที่ดีในทางการทหาร และควรนำมาใช้บ่อยๆ มากขึ้น


เมื่อวันเสาร์ หลังจากที่ ปธน.ทรัมป์ สั่งการโจมตีซีเรีย บรรดานักวิเคราะห์ข่าวทางโทรทัศน์ต่างออกมาล้อเลียนการที่ ปธน.ทรัมป์ ใช้คำว่า “Mission accomplished” ซึ่งเป็นคำที่อดีต ปธน.จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช เคยใช้เมื่อปี ค.ศ. 2003 ตอนที่สหรัฐฯ โจมตีอิรัก แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการอ้างความสำเร็จที่ยังไม่เกิดขึ้นและผิดจากความเป็นจริง


Missile Strikes on Syria by Britain, France and the United States

เมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวประณามการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรชาติตะวันตก ต่อซีเรีย ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเพื่อหารือกรณีดังกล่าว

เว็บไซต์ของทางการรัสเซีย รายงานว่า ปธน.ปูติน เรียกการโจมตีของสหรัฐฯ ว่าเป็น”การกระทำที่ก้าวร้าวรุนแรงต่อรัฐบาลที่มีอำนาจปกครองประเทศ” และกล่าวหาสหรัฐฯ ว่ายิ่งทำให้สถานการณ์ของความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซีเรียยิ่งเลวร้ายลง

ปธน.ปูติน ระบุว่า “การเพิ่มระดับความรุนแรงของสงครามในซีเรีย กำลังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั่วโลก” พร้อมยืนยันว่า รัสเซียได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่อ้างว่ากองทัพซีเรียมีการใช้อาวุธเคมีโจมตีประชาชนแล้ว และไม่พบหลักฐานการใช้แก๊สพิษใดๆ ทั้งสิ้น


A Syrian firefighter is seen inside the destroyed Scientific Research Centre in Damascus, Syria April 14, 2018.

ผู้นำรัสเซียยังกล่าวโทษสหรัฐฯ และพันธมิตร ที่ไม่ยอมอดทนรอผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ขององค์กรเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี (Organization for the Prohibition of Chemical Weapons) ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในซีเรียในขณะนี้

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ยืนยันว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตร เมื่อวันศุกร์ มิได้กระทบถึงฐานทัพของรัสเซียในเมืองทาร์ทัส และเมืองฮไมมิม และระบบป้องกันตนเองทางอากาศของรัสเซียมิได้ทำงานแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กลาโหมรัสเซียชี้ว่า รัสเซียจะช่วยซีเรียในการป้องกันตนเองครั้งนี้

ส่วนรายงานข่าวของสื่อในรัสเซีย ระบุว่า กองทัพซีเรียสามารถยิงสกัดขีปนาวุธของสหรัฐฯ ได้จำนวนมาก โดยใช้ระบบป้องกันตนเองทางอากาศจากยุคสหภาพโซเวียต ที่มีอายุเกือบ 30 ปี